วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

ทิศเหนือ ติดกับถนนท้ายวัง พระบรมมหาราชวัง

ทิศตะวันออก ติดกับถนนสนามชัย กรมการรักษาดินแดน (สวนเจ้าเชตุเดิม)

ทิศตะวันตก ติดกับถนนมหาราช ตลาดท่าเตียน

ทิศใต้ ติดกับถนนซอยแยกธาตุ กระทรวงพาณิชย์ เนื้อที่ มีที่ดินทั้งหมด 0 ไร่ ตามที่ว่า ลักษณะพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็น ที่ราบลุ่ม แบ่งออกเป็น ๒ เขตคือ เขตพุทธาวาส อยู่ด้านเหนือ และเขตสังฆาวาสอยู่ด้านใต้

ความเป็นมา

วัดนี้เดิมชื่อว่าวัดโพธาราม ชาวบ้านเรียกกันสั้น ๆ ว่าวัดโพธิ์ เป็นวัดโบราณสร้างใน สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ระหว่างปี พ.ศ. ๒๒๓-๒๒๔๖ รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ต่อกับรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง เป็นวัดราษฎร์เล็ก ๆ อยู่ในเขต ตำบลบางกอกปากน้ำเจ้าพระยา เมืองธนบุรี

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงและทรง กำหนดเขตทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในเขตกลางเมืองหลวง วัดโพธารามตั้งอยู่บนฝั่งตะวัน ออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ในเขตพระมหานครด้วย จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอาราม หลวง มีพระราชาคณะปกครองตั้งแต่นั้นมา

ความสำคัญของวัดโพธาราม เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงย้ายพระมหานครมาตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออก ฝั่งเดียว ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นและทรงเห็นว่ามีวัดอยู่ใกล้ชิดพระบรมมหาราชวัง ๒ วัด คือวัดสลัก (วัดมหาธาตุ) อยู่ทิศเหนือ วัดโพธารามอยู่ทิศใต้ จึงโปรดให้สถาปนาวัดโพธารามเป็น วัดวังหลวงแล้วสร้างใหม่หมดทั้งพระอารามด้วยการจัดทำตามแบบแปลนแผนผังที่เป็นระเบียบ เขตพุทธาวาสและสังฆาวาสออกจากกันเป็นสัดส่วน โดยมีถนนเชตุพนคั่นกลางแบ่งเขตทั้ง สอง มีกำแพงล้อมรอบเป็นเอกเทศ

การก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๓๓๒ กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็กิน เวลานานถึง ๘ ปี ๕ เดือน ๘ วัน ยังไม่ได้ทำพิธีมอบถวายสงฆ์และทำการฉลองวัดต้อง รอเวลาอีกหลายปีจึงมีการฉลองวัด รัชกาลที่ ๑ ได้พระราชทานนามวัดโพธารามใหม่ว่า "วัดพระ เชตุพนวิมลมังคลาวาส" ต่อมารัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเปลี่ยนสร้อยนามวัดเสียใหม่ว่า "วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม"

พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของรัชกาลที่ ๑ เกี่ยวกับการสถานาพระอารามนี้คือ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ มีหลายปาง จำนวนมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ จากวัด ร้างในหัวเมืองทางภาคเหนือ เช่น สุโขทัย พิษณุโลก ทางภาคกลาง เช่น อู่ทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี เป็นต้น ที่สมบูรณ์ก็มี ที่ชำรุดบางส่วนก็มี แล้วให้ช่างต่อเติมเสริมแต่ง ซ่อมให้สมบูรณ์ ประดิษฐานไว้ ณ พระระเบียงพระอุโบสถทั้งชั้นนอกและชั้นใน ในวิหารทิศทั้ง ๔ แห่ง วิหาร คดและระเบียงพระมหาเจดีย์ เป็นต้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเห็นว่าวัดพระเชตุพน ฯ อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก จึงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ พร้อมทั้งสร้างปูชนียวัตถุ สถานเพิ่มเติมและอาคารบางหลังให้กว้างใหญ่กว่าเดิม เพราะทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทะนุบำรุง พระอารามนี้ให้รุ่งเรืองสุดยอด ทรงมีพระราชดำริที่จะให้เสมือนหนึ่งกรุงศรีอยุธยาที่เคยรุ่งเรืองมา แล้ว โดยมีวัดวาอารามที่สวยงามสง่าเป็นจำนวนมากประดับพระนคร นายช่างทุกประเภทจึงทำงาน ด้านศิลปกรรมของพระอารามนี้อย่างสุดฝีมือ ฉนั้น ศิลปะชินเอกหลายอย่างจึงมีขึ้นในรัชกาลที่ เช่น ประตูพระอุโบสถประดับมุก ซึ่งเป็นงานละเอียดประณีตวิจิตรบรรจงประเภทหนึ่ง

พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งของรัชกาลที่ ๓ ที่สืบผลมาอ_untilทุกวันนี้ คือ ศิลาจารึกดำรา วิทยาการทุกสาขาวิชาปรากฏอยู่ทั่วเขตพุทธาวาสของพระอาราม เพราะพระมหากรุณาธิคุณที่จะให้ วัดนี้เป็นแหล่งศึกษาเล่าเรียนของประชาชนทุกชั้น เปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของ ประเทศไทย การบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อสร้างพระอารามในสมัยรัชกาลที่ ๓ ต้องใช้เวลา นานถึง ๑๖ ปีจึงเสร็จเรียบร้อย

ทรัพย์สิน

โดยเหตุที่วัดพระเชตุพน แบ่งออกเป็น ๒ เขตคือ เขตพุทธาวาส และเขตสังฆมาวา ซึ่งแต่ละเขตมีปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และถาวรวัตถุอันมีค่าของวัดอยู่เป็นจำนวนมากดังนี้

เขตพุทธาวาส

พระอุโบสถวัดพระเชตุพน เป็นทรงรัตนโกสินทร์ฐานตรง เสาสีเหลี่ยม หลังคามุขลด สามชั้น หน้าบันลายเครือวัลย์ สร้างสมัยรัชกาลที่ ๑ ขยายและสร้างใหม่ในรัชกาลที่ ๓ และมีการ ซ่อมแซมอีกหลายครั้ง สำหรับในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้เร่งซ่อมให้เสร็จเพื่อให้ทันการสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี

พระประธานในพระอุโบสถ มีพระนามว่า พระพุทธเทวปฏิมากร ปางสมาธิ หน้าตัก กว้าง x ศอก • คืบ < นิ้ว อัญเชิญมาจากวัดสาลาสี่ห้า (วัดหูหาสวรรค์ในปัจจุบัน) มีรูปหล่อ พระมหาสาวกอีก ๑ องค์ บนฐานชุกชีขั้นที่รองมา ภายในฐานชุกชีตรงผ้าทิพย์พระประธานเป็น ที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร (บางส่วน) ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

พระพุทธโลกนาถ เดิมมีพระนามว่า พระโลกนาถศาสดาจารย์ หล่อด้วยโลหะเป็น พระยืนสูง ๑๐ ศอก ปางประทานอภัยประเภทห้ามแก่นจันทน์ (ยกพระหัตถ์ข้างซ้าย) สมัย อยุธยาตอนกลาง คือรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ อัญเชิญมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ (แห่ง เดียวกับพระศรีสรรเพชญ ที่บรรจุอยู่ในพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๑) ประดิษฐานอยู่ในวิหาร ทิศตะวันออกมุกหลัง

พระพุทธมารวิชัย เดิมมีพระนามว่า พระเจ้าตรัสรู้ในโคนไม้มหาโพธิ์ หล่อด้วยนาก เป็นพระนั่งปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ อัญเชิญมาจากวัดเขาอินทร์ เมืองสวรรคโลก ประดิษฐานอยู่ในวิหารทิศตะวันออกมุขหน้า

พระพุทธชินราช หล่อด้วยโลหะ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๑ คืบ ๑ นิ้ว สมัยสุโขทัย อัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย ภายหลังสร้างรูปพระปัญจวัคคีย์ (สาวกรุ่นแรก) ในอิริยา บลนั่งพังปฐมเทศนา จึงได้นามปางนี้ว่า ปางเสด็จโปรดพระปัญจวัคคีย์ประดิษฐานอยู่ในวิหาร ทิศใต้ มุขหน้า

พระพุทธชินสีห์ หล่อด้วยโลหะ

ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๑ คืบ สมัยสุโขทัย อัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย ภายหลังสร้างรูปพระยานาคเจ็ดเศียรแผ่พังพาน อยู่เบื้อง บนพระเศียรพุทธรูป ด้านล่าง ขดตัวเป็นพุทธบัลลังก์ จึงเรียกปางนี้ว่า ปางนาคปรกประดิษฐาน อยู่ในวิหารทิศตะวันตก มุขหน้า

พระพุทธปาลิไลยก์ เนื้อปูนปั้นปิดทอง สูง ๘ ศอก ๑ คืบ ๑ นิ้ว มีรูปข้างหมอบ ชูงวงถวายหม้อนำ (กุณฑี) และลึงนังถวายรวงผึ้ง หล่อสมัย ร.๑ องค์พระพุทธรูปประทับ นั่งห้อยพระบาทบนโขดหิน แบพระหัตถ์รับของถวายจากช้างและลิง จึงเรียกปางนี้ว่า ปางบ่า ปาลิไลยก์ (ตามชื่อช้างปาลิไลย) ประดิษฐานอยู่ในวิหารทิศเหนือ

วิหารในวัดนี้มีทุกแบบอย่าง คือวิหารทิศ หลัง วิหารคด ๒ หลัง วิหารน้อย หลัง วิหารขาว ๑ หลัง วิหารพระพุทธไสยาสน์ ๑ หลัง ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ทั้งสองมุข วิหารคดประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเท่าตัวคน วิหารน้อยเป็นกรุเก็บพระพุทธรูปและคัมภีร์พระธรรมทิชำรุด วิหารขาวตั้งกันเขตพระมหาเจดีย์และหอไตร ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่กว่าตัวคน เปิดเชื่อมทะลุถึงกันได้กับลานพระมหาเจดีย์และลานหอไตร วิหารทั้งหมดนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑

ส่วนวิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐถือปูน ลงรัก ปิดทอง และประดับมุกเป็นภาพมงคล ๑๐๘ ที่ผ่าพระพุทธบาท องค์พระยาว ๒๓ วา หรือ ๖ เมตร สร้างโดยฝีมือช่างสิบหมู่ มีกรมหมื่นภูมินทร์ภักดี (พระองค์เจ้าลดาวัลย์พระราชโอรส ร.) เป็นผู้กำกับการสร้าง องค์พระปิดทองทั้งองค์ เคยมีงานนมัสการตรงกับเทศกาลสงกรานต์ ติดต่อกันมาหลายสิบปี งดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๕๑๗ ระยะนี้กำลังซ่อมใหญ่ ลักษณะวิหารแบบรัตนโกสินทร์หลังคาโรง มุขลด ๒ ชั้น มีเสาพานและเสานางเรียง

พระเจดีย์ในวัดนี้มีทุกประเภท คือ พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๔ องค์พระเจดีย์หมู่ ๔ ฐานเดียว ๔ หมู่ รวม ๒๐ องค์ พระเจดีย์ราย รอบระเบียงพระอุโบสถ ๗ ด องค์ เป็นเจดีย์ไม้สิบสองทรงจอมแห ทรวดทรงเพรียวสง่าแบบรัตนโกสินทร์ รวมทุกประเภท ๖๕ องค์ เป็นเจดีย์ประดับกระเบื้องเคลือบทั้งหมด

พระมหาธาตุทรงปรางค์ บรรจุพระธาตุ ตั้งอยู่ ๔ มุมลานพระอุโบสถ ประดับหินอ่อนสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑

พระมหาเจดีย์ ๔ รัชกาล

๑. พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ ประจำรัชกาลที่ ๑ องค์กลางประดับกระเบื้องเคลือบสีเขียว สูง ๔๑ เมตร (๘๒ ศอก) บรรจุพระพุทธรูปขึ้น ชื่อพระศรีสรรเพชญ์สูง ๑๖ เมตร ซึ่งถูกพม่า เอาไฟสุมลอกเอาทองคำหนัก ๒๘๖ ชั่ง (๑๑ กิโลกรัม) ออกเหลือแต่หุ่นองค์พระที่เป็นทองสำริดรัชกาลที่ ๑ โปรดให้อัญเชิญจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ กรุงเก่ามาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้แล้วก่อเจดีย์ปิดบรรจุ พระราชทานนามว่าพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ

๒. พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิพาน ประจำรัชกาลที่ ๒ องค์สีขาวทิศเหนือ รัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างถวาย รัชกาลที่ ๒ และอีกองค์หนึ่งเพื่อพระองค์เอง

๓. พระมหาเจดีย์มุนีบัตตบริชาร ประจำรัชกาลที่ ๓ องค์สีเหลืองทิศใต้

๔. พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ < ไม่มีชื่อเรียก องค์สม่วงแก่ทิศตะวันตกสร้างขึ้น ตามแบบของพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย (ข่อเหลี่ยมไม้สิบสอง) ที่วัดสวนหลวงสบสวรรค์กรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา)

ทั้ง องค์ มีความสูงเท่ากัน มีกำแพง และพระระเบียงล้อมรอบเป็นเอกเทศ

นอกจากนี้เป็นเจดีย์แบบจีน ซึ่งเรียกว่าถะอึกรวม ๒๐ องค์

พระเจดีย์ที่สำคัญที่สุด คือ พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญ์ บรรจุหุ่นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ซึ่งเหลือจากที่พม่าทำลายและลอกทองที่หุ้มไว้

ศาลาการเปรียญ ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเขตพุทธาวาส เคยเป็นอุโบสถมาก่อน เมื่อสร้างพระอุโบสถใหม่ จึงแปลงเป็นศาลาการเปรียญ แล้วซ่อมใหม่ครั้งแรกสมัย ร. ครั้งหลังสมัย ร. ๓ ครั้งสุดท้ายสมัย ร.

หลังคามุขลดสองชั้น หน้าบันเป็นรูปปราสาท เครื่องหมายประจำรัชกาลที่

๓ มีเสาพาน และเสานางเรียง ด้านหน้าและหลังนอกชายคาออกมีซุ้มประทิปทำด้วยหิน

พระประธานในศาลาการเปรียญหรือพระประธานองค์เดิมของวัดโพธาราม มีพระนามว่า พระพุทธศาสดามหากรุณาธิคุณ ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๔ ศอก

หอไตร หรือหอธรรม ในวัดนี้มีรวมทั้งหมด ๖ หลัง คือ ในเขตพุทธาวาส ๑ หลัง เป็นหอไตรทรงมณฑป จตุรมุข ยอดทรงมงกุฎ ประดับกระเบื้องเคลือบ เดิมเป็นเครื่องไม้และ เก็บพระไตรปิฎก สร้างสมัย ร. ๑ สร้างใหม่เป็นตึก สมัย ร. ๓ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ภาย หลังประดิษฐานรอยพระพุทธบาท และหอไตรในเขตสังฆาวาสอีก ๕ หลังประจำคณะใหญ่ ๆ

ศาลารายรอบวัด เดิมมี ๑๖ หลัง ต่อมารื้อออกหลายหลัง แล้วสร้างใหม่อีกในปัจจุบัน จนเท่าของจำนวนเดิม ศาลารายเหล่านี้ (เฉพาะของเก่า) มีศิลาจารึกตำรายา ตำราฤๅษีดัดตน ตำราหมอนวด ตำรายาเด็ก ตำราสุภาษิต เช่น สุภาษิตพระร่วง สุภาษิตโลกนิติคำโคลง ฯลฯ

เขตสังฆาวาส

หมู่กุฏิสงฆ์ เดิมมี ๔ คณะ คือ คณะแถวเหนือ คณะแถวกลาง คณะแถวใต้ และ คณะกุฎิ (ภายหลังรื้อออกหมด เพื่อสร้างอาคารเรียน)

คณะที่มีความสำคัญมากที่สุด คือ คณะเหนือหมายเลข ๑๖ หรือคณะ น. ๑๖ เป็น คณะที่พำนักของเจ้าอาวาส โดยเฉพาะสมัยต้นรัตนโกสินทร์เคยเป็นที่ประทับของรัตนกวี ผู้ทรง เพศบรรพชิต มีตำแหน่งสูงสุดในทางปกครองคณะสงฆ์ไทย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระปรมานุชิตชินวรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑) ตำหนักที่ประทับขณะ ทรงพระชนม์อยู่และเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระองค์ เรียกว่า ตำหนักวาสุกรี เป็นตำหนัก แฝดคือเครื่องบนถึงหลังคาเป็นทรงไทยสองหลังคู่ ตรงกลางเป็นโถงโล่ง ด้านข้างเป็นห้องบรรทม ห้องทรงพระอักษร ห้องสรง รอบนอกเป็นหอไตร หอประชุม หอสวดมนต์

ที่ประดิษฐานพระอัฐิ เป็นทรงฝรั่ง ฐานรองรับเป็นศิลปไทย เรียกบุบบกมาลา (รูปทรง คล้ายเกรินราชรถ) คล้ายพระที่นั่งบุษบกในพระที่นั่งอมรินทร์ ฯ ตัวตำหนักสร้างมาตั้งแต่สมัย ร. ๓ ซ่อมครั้งใหญ่สมัย ร. ๖ แล้วหล่อพระรูปสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชินวรสประดิษฐานบนพระแท่นในตำหนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ปัจจุบันเสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกเศวตฉัตร ๕ ชั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามมีสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินของวัดอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากที่ดินที่ใช้สร้างวัดจำนวนเนื้อที่ 0 ไร่ ๓๘ ตารางวาแล้วยังมีที่ธรณีสงฆ์ในจังหวัด ต่างๆ อีก ๗ แห่ง คือ แปลงที่ ๑ ที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทองมีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา โฉนดที่ดินที่ ๘๘ เล่ม ๗๐ หน้า ๘๘ แปลงที่ ๒ ที่ตำบลบึงบา อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓๐ ไร่ แปลงที่ ๓ ที่ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรีมีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๖๕ ไร่ งาน ๑๔ ตารางวา ตราจองที่ ๔ เล่ม ๑ หน้า แปลงที่ ๔ ที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานครมีเนื้อที่ ทั้งสิ้น ๔ ไร่ ด งาน แปลงที่ ๕ ที่แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานครมีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๘ ตารางวา โฉนดที่ ๑๘๗๖ แปลงที่ ๖ ที่ตำบลบ้านแขก อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๘ ตารางวา โฉนดที่ ๑๐๐๖๑ แปลงที่ ๘ ที่แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน ก็คือการทำนุบำรุงการศึกษาของประชาชนให้มีผลเป็นทวีคูณ โดย อาศัยวัดเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษา

กล่าวถึงมีพระราชประสงค์พิเศษที่จะให้วัดพระเชตุพน เป็นแหล่งเล่าเรียนวิชาความรู้ของปวงชน โดยไม่จำกัดชั้นบรรดาศักดิ์ ถ้าจะเรียกอย่างทุกวันนี้ก็

คือจะให้เป็นมหาวิทยาลัย เพราะสมัยนั้นตำรับตำราต่าง ๆ และครูอาจารย์หายาก ผู้มีตำราอยู่ ก็หวงและบิดบังไว้จึงทรงพระกรุณาโปรดให้รวบรวมเลือกสรรตำราต่าง ๆ มาตรวจตราแก้ไข เป็นความรู้ทางพระพุทธศาสนา วรรณคดี โบราณคดี ศาสตร์ตาคม ตำรายาทางหมอนวด เป็นต้น นับว่าเป็นวิธีบำรุงการศึกษาแนวใหม่ที่ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเคยกระทำมาก่อน ทุกวันนี้การจัดการศึกษาในวัดพระเชตุพน

จัดไว้อย่างสมบูรณ์ทั้งทางโลก และทาง ธรรมรวมทั้งจัดสถานสงเคราะห์ เช่น หอสมุดไว้ เพื่อพระภิกษุสามเณรและประชาชนทั่วไปได้ ศึกษาค้นคว้าด้วย การศึกษาทางโลกนอกจากที่กล่าวมาแล้วก็ยังมีโรงเรียนระดับประถมศึกษา และอาชีว- ศึกษาเป็นทั้งของรัฐและของราษฎร์ ส่วนการศึกษาทางธรรมทางวัดก็จัดโรงเรียนปริยัติธรรมไว้ให้ ภิกษุสามเณรได้ศึกษาหาความรู้อย่างทั่วถึงจำนวนแห่ง ปีหนึ่ง ๆ จะมีจำนวนนักเรียนทั้ง ปริบัติธรรมบาลี และปริบัติธรรมนักธรรมเป็นจำนวนมากเข้าศึกษา ทั้งนี้เพราะทางวัดมีสถาน ที่ดีและมีคณาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิอยู่พร้อมมูลนั่นเอง

การบริหารและการปกครอง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเจริญรุ่งเรืองมาจนเป็นเวลาถึง ๒๐๐ ปีแล้ว ก็เพราะทางวัด มีรูปการปกครองคณะสงฆ์ที่ดี เอาใจใส่ในการพัฒนาทั้งด้านการศึกษา ด้านจิตใจ และด้านวัตถุ จึงจัดได้ว่าสมบูรณ์พร้อมทุกรูปแบบ ปัจจุบันนี้ พระธรรมคุณาภรณ์ (สง่า ปภสรัฐ ป.ธ. ๘) เป็นเจ้าอาวาสบริหารวัด พระเชตุพน ฯ จนเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ สืบต่อจากเจ้าอาวาสรูปก่อน ๆ ที่ได้บริหารมา แล้วถึง ๑๒ รูป ดังมีรายพระนามและรายนามดังนี้

๑. สมเด็จพระพนรัต (ฉิม) บางแห่งว่า แก้ว สุวณณรงสิ พ.ศ. ๓๑-๒๓๕๖

๒. สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี) พ.ศ. ๒๓๕๖-๒๓๙๖

๓. พระพิมลธรรม (ยิ้ม เปรียญ ๗ ประโยค) พ.ศ. ๒๔๐๐-๒๔๑๒

๔. สมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์ เปรียญ ๔ ประโยค) พ.ศ. ๒๔๕-๒๔๑ ๕. พระพิมลธรรม (อัน เปรียญ ๘ ประโยค) พ.ศ. ๒๔๒๒-๒๔๓๒ ๖. หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต เปรียญ ๗ ประโยค) พ.ศ. ๒๔๓๕-๒๔๔๓ ๗. พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปาน เปรียญ ๗ ประโยค) พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๔๗ ๘. พระธรรมเจดีย์ (แก้ว เปรียญ ๕ ประโยค) พ.ศ. ๔๔๘-๒๙๕๑ ๙. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม เปรียญ ๖ ประโยค) พ.ศ. ๔๕๒-๒๔๘๔ ๑๐. สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสุสทตฺโต เปรียญ ๖ ประโยค) พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๐ ๑๑. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ุ่น ปุณณสูติ เปรียญ ๖) พ.ศ. ๒๕๐-๒๕๑๖ ๑๒. พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (กมล กมโล เปรียญ ๓) พ.ศ. ๕๑๗-๕๒๐ ๑๓. พระธรรมคุณาภรณ์ (สง่า ปกสุสโร เปรียญ ๘ ประโยค) พ.ศ. ๕๒๐ ถึงปัจจุบัน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอารามหลวงที่เชิดหน้าชูตาในทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมของไทย ความงดงามวิจิตรประณีตในสมัยรัชกาลที่ ๓ นี้ถือว่าเป็นความงามสุดยอด และสุดยอดทั้งนั้น ไม่สามารถจะสร้างสร้างได้เช่นนี้อีกแล้ว สมกับเป็นวัดที่ดงามไปด้วยการวาง ผัง ความประณีตในการก่อสร้าง ฝีมือในการแกะสลัก ฝีมือในทางจิตรกรรม รวมทั้งความร่มรื่น ของต้นไม้ทำให้สมกับคำว่า "มหาวิทยาลัย" ที่เต็มไปด้วยความหมดจดแห่งศิลปะไปทุกแง่ทุกมุมสม แล้วกับที่รัตนกวี "สุนทรภู่"

ยอมยกให้เป็นเมืองสวรรค์ดังพรรณาไว้ในนิราศพระแท่นดงรังว่า......

"

โอ้วัดโพธิ์เป็นวัดกษัตริย์สร้าง

ไม่โรยร้างรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์