วัดบวรนิเวศวิหาร

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒๘ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

อาณเขตที่ตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับถนนพระสุเมรุมีแนวกำแพงยาว ๒๒๕ เมตร เป็น เขต ทิศใต้ติดต่อกับคลองหลังวัด ซึ่งถือเป็นแนวเขตหลังวัด ทิศตะวันออกติดต่อกับคูต่อเชื่อม คลองบางลำพูกับคลองหลังวัด บัดนี้ได้วางท่อถมแล้ว ทิศตะวันตกติดต่อกับคลองต่อเชื่อมคลอง บางลำพูกับคลองหลังวัด บัดนี้ได้วางท่อถมเป็นถนนสิบสามห้าง มีแนวกำแพงยาว ๑๑๕ เมตร เป็นเขต

ลักษณะพื้นที่ตั้งวัด เดิมมีคลองดูแบ่งพื้นที่เป็น ๓ ส่วน ต่อมาเมื่อรวมวัดรังสีสุทธาวาส เข้าด้วย เขตสังฆาวาสจึงเป็น ๓ ส่วน โดยแบ่งแต่ละเขตดังนี้

เขตพุทธาวาสมี • ส่วน ประกอบด้วยพระเจดีย์เป็นจุดศูนย์กลาง ทิศเหนือพระเจดีย์ เป็นพระอุโบสถ พระปรางค์สองข้างพระอุโบสถ ศาลาเปลื่องเครื่อง ศาลาแดง ๒ หลัง และ ตึกวรพต ทิศใต้พระเจดีย์มีพระวิหารเก๋ง พระวิหารพระศาสดา หอกลองระฆัง และโพธิมาร (ลังกา) ทิศตะวันออกพระเจดีย์มีศาลาฤาษ์ ๒ หลัง และเรอไตร ทิศตะวันตกพระเจดีย์มีศาลา การเปรียญ ศาลาฤๅษี ๒ หลัง และพระพุทธบาทจำลอง

เขตสังฆาวาส ส่วนที่ ๑ เป็นที่ตั้งของคณะตำหนัก คณะแดงบวร คณะขาบบวร คณะ เขียวบวร คณะบัญจบเบญจมา และคณะสูง ส่วนที่ ๒ เป็นที่ตั้งของคณะกุฏิ ส่วนที่ ๓ เป็น ที่ตั้งคณะเหลืองรังส์ คณะแดงรังสี คณะเขี้ยวรังสี

ภายในบริเวณวัด ได้จัดเป็นวนอุทยานย่อม ๆ มีต้นไม้นานาชนิดปลูกไว้ตามคณะต่างๆ มากมายหลายชนิด

ความเป็นมา

วัดบวรนิเวศวิหาร เดิมชื่อว่า "วัดใหม่"

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ กรมพระราชวังบรรสถานมงคล ทรงสถาปนาขึ้นมาใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๒๕ ได้กระทำพิธีผูกพัทธสีมาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๓๗๒ ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ซึ่งทรงผนวชปี พ.ศ. ๒๓๖๗ ประทับอยู่ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ได้เสด็จมาทรงปกครองวัดนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕ ด้วยเหตุที่ได้เสด็จ ประทับอยู่จึงได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดบวรนิเวศวิหาร" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "วัดบน" ขณะที่ทรงผนวชอยู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้ทรงปรับปรุงวางหลักเกณฑ์ความ วัดบวรนิเวศวิหารถือว่าเป็นวัดต้นเดิมของคณะธรรมยุติกนิกาย โดยที่วัดบวรนิเวศวิหาร มีวัดตั้งอยู่ใกล้ชิดอีกวัดหนึ่งคือวัดรังสีสุทธาวาส ซึ่งสมเด็จ กรมขุนอิศรานุรักษ์ ทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ วัดรังสีสุทธา วาสได้รวมเข้ากับวัดบวรนิเวศวิหาร มาจนถึงปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อคราวทรงผนวชปี พ.ศ. ๒๔๖ ได้ ประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

ทรัพย์สิน

ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๓๑ ไร่ ๖๓ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๕๗๕๓ ที่ดินสงฆ์ จำนวน แปลง เนื้อที่ทั้งหมด ๓ ไร่ ๔๘ ตารางวา ตั้งอยู่ท้องที่แขวง บวรนิเวศ เขตพระนคร

กรุงเทพมหานคร แปลงที่ ๑ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๖๔ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๔๓๗ แปลงที่ ๒ เนื้อที่ ๑ งาน ๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๓๘ แปลงที่ ๓ เนื้อที่ ๑ งาน ๘ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๑๒๗๕ แปลงที่ ๔ เนื้อที่ ๕๓ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๓๗ แปลงที่ ๕ เนื้อที่ ๘ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๘๔

ปูชนียวัตถุที่สำคัญมีดังนี้

พระพุทธสุวรรณเขต พระประธานองค์ใหญ่ในพระอุโบสถ คนทั่วไปเรียก "พระโต" เป็นพระพุทธรูปหล่อแบบขอม สมเด็จพระบวรราชเจ้า ฯ ผู้สถาปนาวัดนี้ ได้อัญเชิญมาจาก วัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี

พระพุทธชินสีห์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่กับพระพุทธชินราช สร้างขึ้นราว พ.ศ. ๑๕๐๐ ใหญ่ในพระอุโบสถ

พระเจดีย์ใหญ่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๘๔ สมัยรัชกาลที่ ๓ เสร็จเรียบร้อยในสมัยรัชกาลที่ ๔ ความสูงสุดยอด ๕ วาเศษ โดยรอบฐาน ๒๗๖ ตำลึง ภายใน เป็นคูหาประดิษฐานพระเจดีย์กะไหล่ทอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งอยู่บนฐานศิลาสลัก เรื่อง ปฐมสมโพธิ์ และมีพระเจดีย์ศิลาขนาดย่อมอีกองค์หนึ่งบรรจุแผ่นศิลาจารึกพระพุทธวจนะเป็น อุทเทสิกเจดีย์ เรียกว่า "พระเจดีย์ไพรีวินาศ" ด้านทิศเหนือพระเจดีย์มีหุ้มเก๋งเป็นที่ประดิษฐาน พระไพรีพินาศ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลาขนาดย่อมปางประทานพร

พระพุทธบาทศิลา ขนาดกว้าง ๐.๓๘ เมตร ยาว ๓.๖๐ เมตร หนา ๒๔ เซนติเมตร เป็นรอยพระบาทคู่ ได้มาจากจังหวัดชัยนาท

พระพุทธรูปต่าง ๆ เช่น พระศาสดา พระไสยา พระนิรันตราย พระพุทธลิลา พระอัฏฐารสะ พระพุทธรูปฉลองพระองค์ซึ่งมี ๓ องค์

ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ตอนล่างเป็นภาพเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและ ประเพณีทางพระพุทธศาสนา

ตอนบนเป็นภาพฝรั่งปริศนาธรรมแสดงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

ถาวรวัตถุที่สำคัญและอาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี

พระตำหนักปั้นหยา รื้อมาจากสวนขวาในพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประทับของ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ทรงอนุญาตและประทับอยู่ที่วัดนี้

พระดำหนักอื่น ๆ ก็มี พระดำหนักเดิม พระดำหนักจันทร์ พระดำหนักเพ็ชร ที่ปัจจุบัน ใช้เป็นที่ประชุมมหาเถรสมาคม พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ ฯ ศึกพิพิธภัณฑ์ ภ.ป.ร. และ พระดำหนักล่างซึ่งปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานคณะธรรมยุต

พระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูนทรงไทยตรีมุข เดิมเป็นจตุรมุข ปัจจุบันได้ประดับหินอ่อน หมดทั้งหลัง

พระวิหารพระศาสดา เป็นที่ประดิษฐานพระศาสดาและพระไสยา พระวิหารเก๋ง เป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ ๓ องค์ คือ พระพุทธวชิรญาณ พระพุทธบัญญาอักขะ และพระพุทธมนุสนาค

ศาลาการเปรียญขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๓ เมตร

กุฏิสงฆ์ จำนวน ๖๑ หลัง สร้างด้วยไม้ ๑๖ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๓ หลัง และตึก คอนกรีต ๔๒ หลัง

นอกจากนี้ก็มี หอไตร ศาลาฤๅษี หอกลอง หอระฆัง ศาลาจาน

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

นับตั้งแต่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ถูกสถาปนาขึ้นมาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๒๗ เป็นต้น มานั้น การศึกษาพระปริยัติธรรมได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ปัจจุบันมีนักเรียนบาลี ๓๖ รูป นักธรรม ๐๘ รูป มีโรงเรียนปริยัติธรรม ๑ แห่ง

วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งวัดหนึ่ง มีประชาชนรู้จักเป็นอย่างดี มีหอสมุดซึ่งเก็บรวบรวมหนังสือธรรม ตลอดถึงหนังสืออนุสรณ์งานศพต่าง ๆ ด้วย ซึ่งสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ศึกษาหาความรู้ได้

การบริหารและการปกครอง

ลำดับเจ้าอาวาสนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงผนวชและเสด็จมาปกครองวัดนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน คือ

๑. สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์ หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า รัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๓๗๙-๒๓๕๔

๒. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อทรงผนวชได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตองค์แรก และทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๘ ทรงปกครองวัดนี้ พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๔๓๕

๓. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิญญาณวโรรส เมื่อครั้งยังเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เมื่อคราวผนวชทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตองค์ที่ ๒ และทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๐ ทรงปกครองวัดนี้ พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๔๖๔

๔. สมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระนามเดิม ม.ร.ว. ชื้น นพวงศ์ ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตองค์ที่ ๔ และทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๓ ทรงปกครองวัดนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๑

๕. พระพรหมมุนี (สุวจเกร) เดิมชื่อ ผิน ธรรมประทีป เป็นชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ปกครองวัดนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๔

๖. สมเด็จพระญาณสังวร (สุวัทฒนมหาเถร) เดิมชื่อ เจริญ คชวัตร เป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี ปกครองวัดนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ ถึงปัจจุบัน

พระภิกษุจำพรรษาประมาณ ๑๖๐ รูป สามเณร ๘ รูป