วัดชนะสงคราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดชนะสงคราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่เลขที่ ๗๗ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

อาณาเขตวัด ทิศเหนือยาวประมาณ & เส้น ๖ วา ติดกับซอยรามบุตรี ทิศใต้ยาว ประมาณ 3 เส้น ติดกับคลองวัดชนะสงคราม (ปัจจุบันลมเป็นถนนแล้ว) ทิศตะวันออกยาว ประมาณ ๔ เส้น ๗ วา ติดกับถนนจักรพงษ์ ทิศตะวันตกยาวประมาณ ๕ เส้น 3 วา ติดกับ คลองวัดชนะสงคราม (ปัจจุบันถูกถมเป็นถนนแล้ว)

ลักษณะพื้นที่ของบริเวณที่ตั้งวัดเป็นพื้นที่ราบรูปสี่เหลี่ยม มีกำแพงล้อมรอบประตูเข้า ออก ๔ ด้าน และมีถนนเชื่อมทะลุถึงกันทั้ง ๔ ด้าน

ความเป็นมา

วัดชนะสงคราม เป็นวัดโบราณขนาดเล็กเรียกกันว่า "'วัดกลางนา"' เพราะบริเวณล้อม- รอบวัดเป็นทุ่งนา ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงรวม ชาวรามัญและพระสงฆ์รามัญที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ให้ตั้งหลักฐานอยู่รอบวัดกลางนา และให้ก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดกลางนา เพื่อให้พระสงฆ์รามัญจำพรรมาแล้วตั้งชื่อใหม่ว่า "วัด ตองปุ" โดยลอกเลียนชื่อวัดและขนบธรรมเนียมของวัดในกรุงศรีอยุธยาและลพบุรี ซึ่งเป็นวัด ที่พระสงฆ์รามัญพำนักอยู่ และรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้วัดตองปุเป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ เพื่อ ตอบแทนคุณความดีและเทิดพระเกียรติทหารชาวรามัญในกองทัพ กรมพระราชวังบวรมหาสุร- สิงหนาท ที่เป็นกำลังสำคัญในการรบกับพม่า เมื่อบ้านเมืองสงบสุขร้างศึกกับพม่าแล้ว สมเด็จ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้สถาปนาวัดตองปูใหม่ทั้งวัด โดยบูรณะพระอุโบสถและ สร้างกุฏิสงฆ์พร้อมทั้งถาวรวัตถุอื่น ๆ เมื่อสำเร็จแล้วจึงน้อมเกล้า ฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดพระราชทานชื่อใหม่ตามเหตุการณ์หลัง จากทำสงครามชนะพม่าถึง ๓ ครั้ง ใน พ.ศ. ๒๓๒๘, ๒๓๒๕ และ ๒๓๓๐ ว่า "วัดชนะสงคราม ตราบจนทุกวันนี้

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ทรงนำไม้ที่รื้อพระพิมาน ดุสิตาไปสร้างเสนาสนะไว้ที่วัดชนะสงคราม แต่ถูกระเบิดทำลายเมื่อคราวเกิดสงครามมหาเอเซีย- บูรพา ต่อมารัชกาลที่ โปรดให้สร้างกุฏิเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ โปรด ให้สร้างสถานที่บรรจุอัฐิเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวร หลังจากนั้นก็มีการก่อสร้างและบูรณะปฏิ- สังขรณ์ถาวรวัตถุและปูชนียวัตถุเพิ่มเติมตลอดมา แต่ไม่ได้ทำกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะก่อนสมัย ที่พระธรรมบี เป็นเจ้าอาวาส วัดชนะสงครามได้ทรุดโทรมลงมาก เมื่อพระธรรมบีได้รับ แต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐ จึงได้เริ่มงานพัฒนาปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และสร้างถาวรวัตถุบางอย่างขึ้นใหม่โดยได้รับความร่วมมือจากพระกิกบุสามเตรภายในวัด และ ได้รับความอุปถัมภ์จากประชาชนทั่วไปตลอดมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕ จนถึงปัจจุบัน

ทรัพย์สิน

ที่ดินที่ตั้งวัดมีจำนวน ๒๘ ไร่ ๓ งาน ๒ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนด เลขที่ ๘๘๘๘ เล่มที่ ๘ และยังมีที่ธรณีสงฆ์อีก ๖ แปลง คือ แปลงที่ ๑ ที่ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีเนื้อที่ ๑ ไร่ แปลงที่ ๒ ที่ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมือง ปทุมธานี มีเนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน, แปลงที่ ๓ ที่แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ ๓๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๑๕๔, แปลงที่ ๔ ที่ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี มีเนื้อที่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๔, แปลงที่ ๒ ที่แขวงจรเข้บัว เขตบางกะบี กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ ๑ งาน ๔๕ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๔๗๓, และแปลง ที่ ๕ ที่แขวงจรเข้บัว เขตบางกะบี กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ ๑ งาน ๘๔ ตารางวา โฉนด เลขที่ ≤ ๘๗๔

เสนาสนะ และปูชนียวัตถุของวัดมีดังนี้ คือ

พระอุโบสถ ตั้งอยู่ตรงกลางด้านทิศตะวันออก ล้อมด้วยกำแพงแก้ว เดิมในสมัยวัด กลางนา เป็นพระอุโบสถขนาดเล็ก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุร- สิงหนาท ได้ขยายให้มีขนาดกว้าง ๑๓ วา ๒ ศอก ยาว ๒๐ วา ๒ ศอก สูง ๑๕ วาเศษ

มี ลักษณะเป็นทรงโรง มีเสารายอยู่ข้างใน ฝ่าผนังก่ออิฐถือปูน หน้าบันแกะสลักเป็นรูปซุ้มประตู มีนารายณ์ทรงครุฑอยู่เบื้องบน ล้อมรอบด้วยรูปเทพชุมนุม ภายในวงล้อมลายกนก มีช่อฟ้า ใบระกาหางหงส์ ซุ้มประตูเป็นปูนบั้นลายกนก บานประตูจำหลักลายกนกลงรักบีดทองประดับ กระจก ล้อมกรอบด้วยรูปข้าวหลามตัด ด้านในเป็นภาพเขียนสี รูปเทวดา อสูรยักษ์ เซียวกาง และรูปอื่น ๆ ติดพ้นด้วยสัตว์ประหลาดตามจินตนาการของช่างเขียนในสมัยนั้น บางภาพเป็นรูป เสือ รูปสิงห์ และรูปกิเลน บานหน้าต่างเป็นลายรดน้ำภายในเป็นภาพเขียนลายแปลก ๆ มี ๑๒ ภาษา คือ จืน จาม สยาม พม่า เป็นต้น เครื่องแต่งกายในภาพเป็นเครื่องแต่งกายชุด โบราณ เสมาพระอุโบสถอยู่ติดกับฝาผนังเป็นใบเสมาบิดทองสลักเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ

ศาลาราย มีลักษณะคล้ายศาลาดินขนาดข่อม แต่ก่อนมีเสารายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปัจจุบันก่อเป็นกำแพงกั้นด้านนอก หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นมุงกระเบื้อง เคลือบ มี ๘ หลัง ล้อมพระอุโบสถทั้งด้านละ ๒ หลัง มีกำแพงแก้วเชื่อมติดต่อกัน ทุกหลัง

พระเจดีย์ ตั้งอยู่ ๔ มุมของกำแพงแก้วพระอุโบสถ และที่ข้างประตูด้านเหนือของทิศ ตะวันออก ด้านหน้าพระอุโบสถเป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมศิลปะสมัยอยุธยา มีขนาดกว้าง 6 เมตร สูง ๑๕ เมตร ด้านหลังพระอุโบสถเป็นเจดีย์ทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ เมตร สูง ๘ เมตร

กุฏิสงฆ์ แบ่งเป็น ๑๖ คณะ จัดเป็น ๔ แถว นับจากทิศเหนือมาใต้ คือ

แถวที่ ๑ มี ๔ คณะ คือ คณะ ๑๐, ๑๓, ๑๔ และ ๑๖

แถวที่ ๒ มี ๔ คณะ คือ คณะ ๑, ๑๑, ๑๒ และ ๑๕

แถวที่ ๓ มี ๔ คณะ คือ คณะ ๒, ๔, ๕ และ ๘

แถวที่ ๔ มี ๔ คณะ คือ คณะ ๓, ๖, ๗, และ ๙ โดยจัดให้กุฏิแถวที่ ๑ และ ๒ สำหรับพระสงฆ์ที่มาจากจาตุรทิศ และกุฏิแถวที่ ๓ และ ๔ สำหรับพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ กุฏิที่สำคัญคือกุฏิเจ้าอาวาสหลังเดิม ปัจจุบันปลูกที่คณะ

พระพุทธนรสหัตรีโลกเชษฐ์ มเหสีศักดิ์ ปูชนียะชยันตะโคดม บรมศาสดาอนาวรญาณ

พระประธานในพระอุโบสถของเดิมเป็นพระพุทธรูปปูนบั้น บุด้วยดีบุก ลงรักบีดทอง

ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๕๐ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร ปัจจุบันบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ ประดิษ ฐานอยู่บนฐานสูง ๒ เมตร เดิมสูง ๓ เมตร มีพระสาวกยืนประจำมืออยู่ด้านหน้าพระประธาน ขวาซ้าย ๒ องค์ เบื้องหลังพระประธานมีประภามณฑลโพธิพฤกษ์และภาพจินตนาการเบื้องบน มีฉัตรกั้น

พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย อยู่รอบพระประธานมี ๑๕ องค์ แต่ละองค์หน้าตักกว้าง 0.๕ เมตร สูง ๑.๒๐ เมตร ผินพระพักตร์ไปทิศตะวันออก 2 องค์ ทางทิศตะวันตก ๔ องค์ ทางทิศเหนือ ๓ องค์ ทางทิศใต้ ๓ องค์ หลังพระประธานมีรูปปั้นพระมหากัจจายนะ พระพุทธรูปทั้งหมดนี้ประดิษฐานบนฐานชุกชี ขนาดกว้าง ๓.๐ เมตร ยาว ๘ เมตร สูง ๑ เมตร

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมตั้งแต่ต้นจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๙ ยังไม่ได้รับความนิยมจาก พระภิกษุสามเณรที่ใฝ่การศึกษาบาลี-นักธรรม ต่อมาได้เริ่มปรับปรุงวิธีการสอนพระปริยคีธรรม ใหม่ โดยจัดครูสอนให้เหมาะสมแก่ชั้นและประโยคการศึกษา ปัจจุบันมีโรงเรียนปริยัติธรรม ๑ หลัง มีนักเรียนบาลี ๕๐ รูป และนักธรรม ๘๐ รูป ทุกวันธรรมสวนะมีการแสดงพระธรรมเทศนา

การบริหารและการปกครอง

การปกครอง มีระเบียบการรับพระภิกษุสามเณรที่จะเข้าสังกัดวัดชนะสงคราม ควบคุม เพื่อให้พระภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่ในวัดนี้อยู่กับอย่างสงบเรียบร้อย

เจ้าอาวาสที่ครองวัดชนะสงครามมีดังนี้ คือ

๑. พระมหาสุเมธาจารย์ พ.ศ. ๒๓๔๕

๒. พระสุเมธาจารย์ (ศรี) พ.ศ. ๒๔๑๐–๔๕๕

๓. พระประสิทธิ์สิลคุณ พ.ศ. ๔๕๕–๒๘๕๖

๔. พระครูภาวนาวิจารณ์ (ลืม) พ.ศ. ๕๗๒–๒๔๖๔

๕. พระสุเมธมุนี (สงกิจฺโจ. ลับ) พ.ศ. ๒๕๖๔–๔๔๕

๖. พระธรรมทัศนาธร (ทองสุก สุทสฺโส) พ.ศ. ๒๔–๕๐๘

๗. พระธรรมบีฎก (นิยม ชานิสุสโร) พ.ศ. ๒๕๐ จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีพระภิกษุ ๑๑๐ รูป สามเณร ๑๐๓ รูป และชี ๑ คน