วัดจักรวรรดิราชาวาส

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒๒๕ ถนนจักรวรรดิ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

อาณาเขตที่ดินตั้งวัด ทิศเหนือยาวประมาณ ๓ เส้นเศษ ติดต่อกับตึกแถวให้เช่าของวัด และถนนสำเพ็ง (ถนนวาณิช ๑) ทิศใต้ติดต่อกับตึกแถวให้เช่าของพระคลังข้างที่และถนน จักรวรรดิ กับถนนอนุวงศ์ ทิศตะวันออกยาวประมาณ ๗ เส้นเศษ ติดต่อกับถนนมหาจักร และทิศตะวันตกยาวประมาณ ๘ เส้นเศษ ติดต่อกับตึกแถวให้เช่าของวัดและของพระคลังข้างที่

ลักษณะพื้นที่ตั้งวัดเป็นรูปสอบหรือเสียวคล้ายชายธง คือตอนเหนือกว้างแล้วค่อยเรียวสอบจากเหนือลงไปใต้

ความเป็นมา

วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นวัดโบราณ ประชาชนเรียกกันว่า "วัดสามปลื้ม" ต่อมา aproximadamente พ.ศ. ๒๓๖๒ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ ต้นตระกูลสิงหเสนี) ซึ่งขณะนั้นท่านยังเป็น นายสิงห์ เกษตรรักษา ได้เริ่มก่อสร้างวัดสามปลื้มขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยมอบให้บุตรชายคนโต ชื่อนายเกต ภายหลังในรัชกาลที่ ๔ ได้เป็นเจ้าพระยามุขมนตรี เป็นผู้อำนวยการสร้างด้านเหนือเข้ามาหาด้านใต้ และให้บุตรชายคนรองชื่อนายแก้ว ในรัชกาลที่ ๔ ได้เป็นผู้อำนวยการสร้างด้านใต้เข้าไปหาด้านเหนือ บรรจบกันตรงกลาง ได้สร้างพระอุโบสถ เสนาสนะสงฆ์ และศาลาการเปรียญ ตลอดจนขุดคูจากแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงสระซึ่งขุดขึ้นไว้ใช้เมื่อก่อสร้างเสร็จก็อาราธนาพระภิกษุจากวัดต่าง ๆ มาอยู่จำพรรษา แล้วน้อมเกล้าถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ ขณะนั้นท่านได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชสุภาวดี ต่อมา พ.ศ. ๒๓๗๐ เสร็จการปราบปรามเจ้าอนุวงศ์จนได้นครเวียงจันทน์คืนและท่านได้รับพระราชทานเลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดีแล้วได้สืบหาพระบางที่ถูกซุกซ่อนได้นำถวายรัชกาลที่ ๓

พระองค์พระราชทานให้นำมาไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส ท่านจึงสร้างพระวิหารขึ้นประดิษฐาน ต่อมาพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานผ้าพระกฐิน ทรงท้วงว่าโบสถ์เตี้ยกว่าพระวิหารพระบาง ท่านจึงสร้างพระอุโบสถใหม่เสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๗๒ และอุทิศพระอุโบสถเดิมเป็นพระวิหาร ในปีเดียวกันท่านก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เลื่อนเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๐ รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานพระบางกลับไปประดิษฐานที่นครหลวงพระบาง แล้วโปรดให้อัญเชิญพระนาคจากหอพระในพระบรมมหาราชวังมาประดิษฐานไว้ในพระวิหารพระบางแทน ในกาลต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์และก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยเจ้าอาวาสรูปต่าง ๆ ตามที่ปรากฏตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปที่ ๖ จนถึงปัจจุบัน

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๑ งาน ๕๘ ตารางวา ยังมีที่ธรณีสงฆ์อยู่ในกรุงเทพมหานคร มี ๓ โฉนดคือโฉนดที่ ๑๑๒ เนื้อที่ ๑ งาน ๑๖ ตารางวา โฉนดที่ ๒๗๘๐ เนื้อที่ ๓๐ ตารางวา และโฉนดที่ ๒๕๘ เนื้อที่ ๑๖ ตารางวา ที่ธรณีสงฆ์ที่ไม่มีโฉนดเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๑ งาน

  • ๖ ตารางวา และที่นาให้เช่าอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๔ โฉนดคือโฉนดที่ ๔๕๘ เนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๑ ตารางวา โฉนดที่ ๘๐๕ เนื้อที่ ๓๘๐ ไร่ ๖๒ ตารางวา โฉนดที่ ๕๘๐ เนื้อที่ ๔๑ ไร่ ๒๗ ตารางวา และโฉนดที่ ๔๖๓๑ เนื้อที่ ๑๐๑ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา

ถาวรวัตถุสำคัญของวัดมีดังนี้คือ

พระอุโบสถ มีเขตพัทธสีมา กว้าง ๔ เมตร ยาว ๒ เมตร เป็นอาคารมีเฉลียงข้าง มุขหน้าหลัง และเสาโดยรอบ ฐานพระอุโบสถ ยาว ๓๐.๕๐ เมตร กว้าง ๑๗.๓๕ เมตร ภายใน พระอุโบสถผนังด้านในตอนระดับหน้าต่างเขียนภาพทศชาติ ตอนเหนือระดับหน้าต่างเขียนรูป เทพบุตร เทพธิดา และหมู่พรหมมีมือถือเครื่องสักการะไปเฝ้าพระพุทธองค์ ผนังด้านตะวันตก ระหว่างประตูทั้ง ๒ ช่องเขียนรูปเขาไกรลาส มีรูปโกอุสุกราช ซึ่งเป็นพาหนะของพระอิศวร และรูปสัตว์ รูปบ่าหิมพานต์

พระวิหาร มี ๓ หลัง หลังกลางหันหน้าไปทางทิศใต้เดิมสร้างเป็นพระอุโบสถ หลัง ตะวันออกเป็นวิหารเก่าประดิษฐานพระบ่าเลไลยก์ที่เฉลียงภายนอกมีพระไสยาสน์

และหลัง ตะวันตกเป็นวิหารพระบางสร้างเพื่อประดิษฐานพระบาง เมื่อรัชกาลที่ ๔ พระราชทานพระบาง คืนไปนครเวียงจันทน์

ก็โปรดให้ประดิษฐานพระนาค

ซึ่งอัญเชิญจากหอพระในพระบรมมหา ราชวังแทน ศาลาการเปรียญมี ๒ หลัง คือศาลาบน และศาลาล่าง นอกจากนั้นยังมีมณฑปพระพุทธบาท

จิตุรมุขยอดปรางค์

ฌาปนสถาน

และกุฏิ ปูชนีวัตถุของวัดมีดังนี้คือ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระหล่อ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๐.๘๐ เมตร พระประธานในพระวิหารหลังกลาง ที่ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา สร้างเป็นพระอุโบสถ แล้วถอนใช้เป็นวิหาร เป็นพระบั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๐.๕๖ เมตร พระนาค ประดิษฐานแทนพระบางในพระวิหารพระบางเป็นพระยืนปางห้ามสมุทร สูง ๑.๔๘ เมตร พระพุทธไสยาสน์

ประดิษฐานอยู่ในระเบียงพระวิหารหลังตะวันออก

เป็นพระบั้น ยาว ๔.๕๕ เมตร พระนิรโรคันตรายเป็นพระหล่อปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๐.๑๕ เมตร รัชกาลที่ ๖ พระราชทาน พระบาลไลยก์ ในพระวิหารทิศตะวันออก เป็นพระหล่อบิดทอง สูง ๑.๗๕ เมตร มีร ข้างถวายน้ำ ลิงถวายรวงผึ้ง พระสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ก่อแท่นไว้หลังพระวิหารหลังกลาง หน้าตักกว้าง ๐.๗๐ เมตร เป็นฝีมือช่างทางล้านช้าง พระยืนสัมฤทธิ์ปางรำพึงประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มคูหาหน้าพระอุโบสถ สูง ๑.๖๕ เมตร

เป็น แบบสุโขทัย พระบาไลยก็ในมณฑปพระพุทธบาท เป็นพระหล่อบิดทอง

สูง ๑.๗๕ เมตร พระ โพธิวงศาจารย์เจ้าอาวาสรูปที่ ๖ สร้าง พระพุทธปรางค์ มีฐานทักษิณ ๒ ชั้น มีขนาดสูง ๔๓.๔๕ เมตร

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

การศึกษาพระธรรมวินัยหรือพระปริยัติธรรมในภาษาบาลีของวัดจักรวรรดิราชาวาสเคย เจริญรุ่งเรืองจนเป็นที่ยกย่องกันว่า วัดสามปลืมเป็นคลังปริยัติ มิอาจารย์ผู้ทรงความรู้พระปริยัติ ธรรมอยู่หลายรูป ต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลง การศึกษาพระปริยัติธรรมจากแผนเก่ามาเป็นแผนใหม่ คือเพิ่มการเรียนพระปริยัติธรรมในภาษาไทยหรือนักธรรม ส่วนการเรียนพระปริยัติก็ธรรมในภาษา บาลี ซึ่งแต่ก่อนมีแต่แปลด้วยปาก ก็เปลี่ยนเป็นแปลเขียน และบาลีไวยากรณ์เปลี่ยนจากคัมภีร์ มูลกัจจายนะมาเป็นหนังสือบาลีไวยากรณ์พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส วัดนี้มีโรงเรียนปริยัติธรรม ๒ หลัง หลังแรกรัชกาลที่ ๖ พระราชทานนามว่า โรงเรียนเอี่ยมอภัยบุญนิชิซึ่งเจ้าพระยาอภัยราชาม:รายุติธรรมธร (ม.ร.ว. ลพ สุทัศน์ ณ อยุธยา) สร้างอุทิศกุศลให้ท่านผู้หญิงอภัยราชา (เอี่ยม สุทัศน์ ณ. อยุธยา) ผู้เป็นภรรยาของท่าน อีก หลังหนึ่งมีชื่อว่าโรงเรียนบุญมาประดิษฐ์ เดิมเป็นโรงเรียนหนังสือไทย เปลี่ยนแปลงเป็น โรงเรียนปริยัติธรรมในสมัยพระมงคลทิพยมุนี (ปณทิโต มุ้ย) เป็นเจ้าอาวาส

ในด้านการศึกษาหนังสือไทยสำหรับวัดนี้ เริ่มในสมัยรัชกาลที่ ๕ สอนกันที่ศาลาแดง แล้วย้ายไปสอนที่ตึกเป็นโรงเรียนบุญมาประดิษฐ์ ต่อมาคุณหญิงเนื่อง พิศาลพาณิชได้สร้าง โรงเรียนประถมวัดจักรวรรดิขึ้นจนกลายเป็นโรงเรียนวัดจักรวรรดิ

สังกัดกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน

วัดนี้วันธรรมสวนะมีการให้อุโบสถศีลแก่ อุบาสก อุบาสิกา และแสดงธรรม ๒ กัณฑ์ คือ ตอนเช้า กับตอนบ่าย

นอกจากนั้นยังเปิดสอนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ จนถึง ปัจจุบัน จำนวนนักเรียน ๒๐๐ คน

การบริหารและการปกครอง

วัดจักรวรรดิราชาวาส มีกฎระเบียบของวัด เจ้าอาวาสเป็นผู้ควบคุมดูแลให้พระภิกษุ และสามเณรปฏิบัติตามกฎระเบียบของวัดและตั้งพระผู้ใหญ่ในวัดขึ้นเป็นกรรมการวัดคณะหนึ่งเพื่อ ช่วยเจ้าอาวาสหรือเพื่อเป็นที่ปรึกษาการวัด

พระราชาคณะซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นเจ้าอาวาสเท่าที่สืบได้ตั้งแต่ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๓๒๘ มีดังนี้คือ

พระธรรมเจดีย์ (รอด) เปรียญ ๒. พระวรญาณมุนี (น้อย) เปรียญ ๖ ประโยค

พระอมรเมธาจารย์ (ตุ้ม) เปรียญ ๔. พระวรญาณมุนี (ดิศ) เปรียญ ๕.

พระธรรมานุกูลเถร (ด้วง) สมถะ ๑. พระโพธิวงศาจารย์ (เส็ง) เปรียญ ๖ ประโยค ๗.

พระพุฒาจารย์ (มา) สมถะ

พระมงคลทิพยมุนี (ปณทิโต มุ้ย) สมถะ

พระอริยกวี (โกสโล สำราญ) เปรียญ ๔ ประโยค ๑๐. ๑๑.

พระคุณาจารวัตร (สุวณฺโณ ใช้) พระราชาคณะยก

สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ปุณฺณโก ธีร์) เปรียญ ๖ ประโยค อาวาสรูปปัจจุบัน ปัจจุบัน มีพระภิกษุจำพรรษา ๑๐๐ รูป และสามเณร ๕๒ รูป