วัดกษัตราธิราช

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดกษัตราธิราช เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวงวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันตก เลขที่ ๑๕ หมู่ที่ ตำบลบ้านบ้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนคร-ศรีอยุธยา

อาณาเขตที่ดินตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับที่ดินเอกชน โฉนดเลขที่ ๓๔๐, ๓๔๑, ๓๔๒ ทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินสงฆ์ของวัดกษัตราธิราช ที่วัดและที่ดินสงฆ์ของวัดป่าเสาร้าง โฉนดเลขที่ ๓๒ ทิศใต้ติดต่อกับที่ดินเอกชน โฉนดเลขที่ ๓๔๓ ที่ดินสงฆ์ของวัดกษัตราธิราช ทางสาธารณประโยชน์ และที่ดินสงฆ์ของวัดกษัตราธิราช ทิศตะวันออกติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันตกติดต่อกับคูระบายน้ำโครงการชลประทานบางบาล กรมชลประทาน

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าวัดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันออก มีเรือสัญจรไปมาประจำ ฝั่งตรงข้ามหน้าวัดมีถนนเลียบริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศเหนือมีถนนสาธารณะของพัฒนาท้องถิ่น และทางด้านทิศตะวันตกมีถนนคันคลองส่งน้ำไปสู่ อำเภอบางบาลได้สะดวก การคมนาคมติดต่อได้ทั้งทางน้ำและทางบก ภายในบริเวณวัดมีที่ว่างเป็นสนามหญ้า ได้จัดปลูกต้นไม้นานาชนิดทั้งไม้ประดับและไม้อาศัยร่มเงา

ความเป็นมา

วัดกษัตราธิราช เป็นวัดที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมชื่อว่า "วัดกระบัตรา" หรือ "วัดกระบัตราราม" ตามหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าเรียกชื่อว่า "วัดกุสิทาราม" เป็นพระอารามหลวง อันดับที่ ๔๑ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ตามทางการสันนิษฐานคงจะเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ครั้งกรุงศรี-อยุธยา พระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์ จึงได้มีชื่อว่า "วัดกระบัตรา" หรือ "วัดกษัตราราม" ซึ่งหมายความว่าเป็นวัดของพระมหากษัตริย์ ต่อมาภายหลังในสมัยกรุงรัตน-โกสินทร์ จึงได้เปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดกษัตราธิราช"

เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งหลัง เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๓๑๐ วัดนี้ได้ถูกทำลายและกลายเป็นวัดร้างไปเป็นเวลาหลายปี

ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๘-๒๓๔ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวง-อนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) สมเด็จพระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงทำการปฏิสังขรณ์ วัดกษัตราธิราช เพื่อให้เป็นวัดมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑

ครั้น พ.ศ. ๒๓ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) ทิวงคตแล้ว สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (เกศ) ก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอาราม สืบต่อมาอีกในรัชกาลที่ ๒ ก่อน พ.ศ. ๒๓๖๑ นับว่า วัดกษัตราธิราชได้รับการปฏิสังขรณ์ให้เป็นวัดมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา

ส่วนนาม "วัดกษัตราธิราช" ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสันนิษฐานว่าเปลี่ยนนามเมื่อในรัชกาลที่ ๒ ตามจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน พ.ศ. ๒๔๓๑ ครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังวัดนี้ ซึ่งได้กล่าวถึงนามวัดนี้ว่า "วัดกษัตราธิราช" ไว้

วัดกษัตราธิราชได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๕๒ ตามแจ้งความกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจอานุเบกษา เล่มที่ ตอนที่ ๒๓ วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๐ หน้า ๑๒๖๑

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๓๖ ไร่ ๓ งาน ๓๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๘๓๐๘ เลขที่ดิน ๓๘๑ หน้าสำรวจ ๕๕๓ สารบาญเล่มที่ ๘๑ หน้าที่ ๘

ที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๑๗ แปลง เนื้อที่ ๑๐๔ ไร่ งาน ทั้งหมดตั้งอยู่ท้องที่ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือ

แปลงที่ ๑ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๓ งาน ๓๑ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๕๕๖ เลขที่ดิน ๕ หน้าสำรวจ ๗๕ สารบาญเล่มที่ ๑๓ หน้าที่ ๑๕๖

แปลงที่ ๒ เนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๒๑๗๔ เลขที่ดิน ๑ หน้าสำรวจ ๒๖ สารบาญเล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๑๗๔

แปลงที่ ๓ เนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๑ งาน ๑๖ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๒๓๖๖ เลขที่ดิน ๖๔ หน้าสำรวจ ๑๗ สารบาญเล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๖

แปลงที่ ๔ เนื้อที่ ไร่ งาน ๔ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๒๕๖๕ เลขที่ดิน ๒๘ หน้าสำรวจ ๑๕๐ สารบาญเล่มที่ ๑๓ หน้าที่ ๑๖๕

แปลงที่ ๕ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๒๐ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๒๓๒๐ เลขที่ดิน ๒๕/๒๖๖ หน้าสำรวจ ๑๔๗ สารบัญเล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๒๐ แปลงที่ ๖ เนื้อที่ 6 ไร่ ๒ งาน ๖๘ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๑๒๒๒ เลขที่ดิน ๕๐๔ หน้าสำรวจ ๗๒๔ สารบัญเล่มที่ ๑๒๓ หน้าที่ ๒๑ แปลงที่ ๗ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๔ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๑๒๒๒๑ เลขที่ดิน ๕๐ หน้าสำรวจ ๗๖๕ สารบัญเล่มที่ ๑๒๓ หน้าที่ ๒ แปลงที่ ๘ เนื้อที่ 6 ไร่ ด งาน ๔๘ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๒๓๓๕ เลขที่ดิน ๒๘ หน้าสำรวจ ๑๖๔ สารบัญเล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๓๕ แปลงที่ เนื้อที่ ไร่ ๓ งาน ๘๔ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๓๕๖ เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ๑๘๘ สารบัญเล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๕๕ แปลงที่ ๑๐ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๔ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๒๓๕๘ เลขที่ดิน ๔ หน้าสำรวจ ๑๔๗ สารบัญเล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๕๔ แปลงที่ ๑๑ เนื้อที่ ๑ งาน ๓๒ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๗๘๗๗ เลขที่ดิน ๓๓๔ หน้าสำรวจ ๔๖๕ สารบัญเล่มที่ ๖๖ หน้าที่ ๗๗ แปลงที่ ๑๒ เนื้อที่ ๒ งาน ๑๘ ตารางวา เลขที่ดิน ๓๓๓ หน้าสำรวจ ๔๕๕ แปลงที่ ๑๓ เนื้อที่ ๒ งานเศษ แปลงที่ ๑๔ เนื้อที่ ๖๑ ตารางวา โฉนดที่ดิน ๑๐๖๐๘ เลขที่ดิน ๔๕๕ หน้าสำรวจ ๕ แปลงที่ ๑๕ เนื้อที่ ๒ ไร่เศษ แปลงที่ ๑๖ เนื้อที่ ๔ ไร่เศษ แปลงที่ ๑๓ เนื้อที่ ๒ ตารางวา เลขที่ดิน ๓๔๐ หน้าสำรวจ ๕๐๒

ปูชนียวัตถุ ถาวรวัตถุ และอาคารเสนาสนะต่าง ๆ

พระพุทธกษัตริย์ธิราช พระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย สมัยอยุธยา กับ พระพุทธรูปปั้นปางมารวิชัยรอบพระประธาน 6 องค์ พระประธานในพระวิหารหลังเหนือ พระพุทธรูปขึ้นถวายเนตร ปางประทานพร พระประธานในพระวิหารหลังใต้ พระพุทธรูปปางสมาธิ พระพุทธรูปปูนปั้นปางป่าเลไลยก์ ประดิษฐานอยู่หุ้มมุขเด็ดหลังพระอุโบสถ พระพุทธรูปหล่อบ่างลีลา สูง 2 ศอก ประดิษฐานอยู่ที่หน้าพระอุโบสถ พระพุทธรูปประจำศาลาการเปรียญ หล่อเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ พระพุทธรูปประจำพระวิหารน้อย ๑ องค์ พระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย หน้าพระอุโบสถ รอยพระพุทธบาทจำลอง หล่อด้วยโลหะบิดทองขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร หลังเหนือ รูปหล่อสมเด็จพระวันรัต (วัดบ้านแก้ว) ประดิษฐานอยู่บนกุฎิเจ้าอาวาส รูปหล่ออดีตเจ้าอาวาส ๓ รูป คือ พระครูวินยานุวัติคุณ (ทรง) พระครูวินยานุวติคุณ (มาก) และพระครูพิพิธวิหารการ (เทียม) ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลังใต้ พระปรางค์องค์ใหญ่ ๑ องค์ สูง ๒ เมตร ๖๐ เซนติเมตร กล่าวกันว่าเป็นที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ๔ องค์ ๑ องค์ พระปรางค์ขนาดเล็ก ภายในซุ้มจตุรทิศประดับพระเจดีย์. ลักษณะคล้ายพระปรางค์ ขนาดใหญ่ ๑ องค์ พระปรางค์เล็กหน้าพระอุโบสถ ๑ องค์ พระอุโบสถ ขนาดกว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๔๖ เมตร ด้านหลังเป็นมุขเล็ก ด้านหน้า ก่อเป็นแท่นใหญ่ตั้งซุ้มบุษบกบัญชร ฆ่าเฉลี่ยงด้านหน้าติดแผ่นศิลาลงยันต์ ๒ แผ่น มุขเด็ด ด้านหลังก่อเป็นซุ้มกันห้องประดิษฐานพระพุทธรูปปางบ่าเลไลยก์ ๑ องค์ หน้าบันทั้งสองด้านสลัก ลายดอกไม้บิดทองประดับกระจก หลังคาเป็น ๒ ชั้น พื้นภายในปูด้วยหินอ่อน

พระวิหารคู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ๒ หลัง กว้าง 6 เมตร ยาว ๑๓ เมตร ๕๐ เซนติเมตร เท่ากัน เป็นมุขลด ชั้น ด้านหน้าทำเป็นประตูซุ้มยอดมณฑป หน้าบันหลังเหนือสลักลายกก เป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ หลังใต้สลักเป็นภาพพราหมณ์ อาลัมพายน์จับพญานาคภูริทัต หน้าบันด้านหลังประดับด้วยถ้วยชามกระเบื้องแบบจิน

พระวิหารน้อย มุมกำแพงแก้วพระอุโบสถด้านตะวันออกและตะวันตก ๒ หลัง

ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๔๒ เมตร ก่อเป็นตึก ห้อง มีมุขซ้อน

ศาลาราย หน้าพระอุโบสถ ๒ หลัง

ศาลาตรีมุข กว้าง 3 เมตร ยาว ๕๒ เมตร หน้าบันทั้งสามจำหลักเป็นตราพระราช- ลัญจารในรัชกาลที่ ๕

ศาลาสกัดด้านเหนือและใต้ จำนวน หลัง

ศาลาสกัด ด้านหลัง กว้าง ๘ เมตร ยาว ๔๒ เมตร

หอประชุม ตึก ๒ ชั้น "กว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๓๐ เมตร"

หอรับรอง เดิมเรียกกุฎิผู้ช่วย

ตำหนักอุไรพงศ์ เป็นตำหนักเครื่องไม้ กว้าง 3 เมตร ยาว ๑๒ เมตร

หอไตร กว้าง ๓ เมตร ๖๐ เซ็นติเมตร ยาว ๗ เมตร ๘๐ เซ็นติเมตร

กุฎิสงฆ์ จำนวน ๘ หลัง เป็นกุฎีเจ้าอาวาส ๑ หลัง รองเจ้าอาวาส ๑ หลัง ผู้ช่วย เจ้าอาวาส ๑ หลัง และกุฏีตึกแถวยาว & ห้อง จำนวน ๕ หลัง

นอกจากนี้มีโรงเลี้ยงอาหาร ๑ หลัง ศาลาท่าน้ำ ๒ หลัง ศาลาท่าน้ำตรีมุข หลัง

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดกษัตราธิราช แต่เดิมนั้นได้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและนักธรรม ได้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ปัจจุบันจัดให้มีการศึกษาเฉพาะนักธรรมอย่างเดียว สำหรับแผนกบาลีจัดให้ไปศึกษาจากสำนักอื่นได้ตามอัธยาศัย

การสาธารณสงเคราะห์ เมื่อ พ.ศ. ๘ เคยเป็นที่ตั้งโรงเรียนประจำแขวงอำเภอ พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๔๔๘ เป็นที่ตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงเรียน ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

การบริหารและการปกครอง

วัดกษัตริย์ธิราช จัดการบริหารและการปกครองภายในวัด โดยมีกฎระเบียบเป็นไปตาม พระธรรมวินัย กฎหมายและธรรมเนียมแบบแผนของคณะสงฆ์ ตามอำนาจและหน้าที่ของเจ้า- อาวาส

ลำดับเจ้าอาวาสผู้ปกครองมีดังนี้ ๑. หลวงพ่อฉิม ๒. พระอุบัชฌาย์สน ๓. พระอุบัชฌาย์มี อินทโชติ ๔. พระครูวินยานุวติคุณ (ทรง ธัมมสริโชติ) พ.ศ. ๔๒๕-๒๔๖๓ ๕. พระครูวินยานุวติคุณ (มาก อินทโชติ) พ.ศ. ๒๔๒๕-๒๔๗๗ ๖. พระมหาสิน นั้นโท ป.ธ. ๕ พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๔๘๓ ๗. พระครูไพจิตรวิหารการ (บัว สีลโสภโณ) พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๖ ๘. พระครูพิพิธวิหารการ (เทียม สิริปัญโญ) พ.ศ. ๒๔๘-๒๕๒๒ ๙. พระครูพิพิธวิหารการ (สำรวย ฐิตปุญโญ) พ.ศ. ๕๒๒ ถึงปัจจุบัน สำหรับพระภิกษุอยู่จำพรรษา จำนวน ๒๔ รูป สามเณร ๒ รูป ปัจจุบันมีนักเรียนธรรม ๒๒ รูป.