วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕๔ ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อถนนไชยสวัสดิ์และที่ดินของราษฎร ทิศใต้ติดต่อที่ดินของวัด ทิศตะวันออกติดต่อถนนศรีสุมังค์ ทิศตะวันตกติดต่อที่ของชาวบ้านและโรงเรียนเทศบาล ๑ ถนนไชยสวัสดิ์
ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมยืนผ้ามีส่วนโค้งบางแห่งทางทิศใต้ ตั้งอยู่ใจกลาง ตัวเมืองศรีสะเกษ
ความเป็นมา
วัดเจียงอีศรีมงคลวรารามตั้งขึ้นในหมู่บ้านเจียงอี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในครั้งนั้น พระยาช้างเผือกของพระเจ้าเอกทัศน์แตกโรงหนี้ เจ้าหน้าที่ติดตามมาจับได้ที่ชิงภูเขาดงรักษ์ และ นำส่งลงมาถึงหมู่บ้านเจียงอี พระยาช้างล้มเจ็บป่วยลง ชาวบ้านซึ่งเป็นชนเผ่าส่วยจึงพูดกันว่า เจียงอี (เจียงแปลว่า ช้าง อีแปลว่า เจ็บหรือบ๊วย) เมื่อตั้งวัดก็เรียกชื่อไปตามหมู่บ้านของตน คือวัดเจียงอีในปัจจุบันนี้ ผู้สร้างวัดนั้นไม่ปรากฏชื่อ ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ X ได้มีการสำรวจวัดจดทะเบียนให้เป็นหลักฐาน จึงได้มีการสืบสวนทางประวัติศาสตร์ไทยว่า วัด เจียงอีศรีมงคลวรารามสร้างขึ้นประมาณวันที่ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๑๐ และเริ่มมีการปฏิสังขรณ์ วัด ได้จัดวางแผนและสร้างแผนผังวัดขึ้นมาแล้วพัฒนาให้เป็นไปตามแผนยังที่วางไว้ จนปัจจุบัน
ทรัพย์สิน
เนื้อที่บริเวณที่ดังวัดมีประมาณ ล ไร่ ๒ งาน 5 ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๕๑ และ ยังมีที่ธรณีสงฆ์อีก ๒ แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองให้ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
๕๕0 โดยแปลงที่ ๑ มีเนื้อที่ ไร่ งาน ๕๒๕ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๕๐ และแปลงที่ มีเนื้อที่ • งาน 5 ตารางวา โฉนดเลขที่ ๕๔ ปูชนียวัตถุ และถาวรวัตถุของวัด พอจะกล่าวโดยสังเขปดังนี้ พระอุโบสถ หลังเดิมเป็นของโบราณ วัสดุก่อสร้างเสื่อมคุณภาพแล้ว จึงได้รื้อถอนออก สร้างขึ้นใหม่ ในสมัยพระสมุห์หนู โดยสร้างเมื่อ พ.ศ. แล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๔
• เป็น คอนกรีตเสริมเหล็กกว้าง 8 เมตร ยาว ๒๕ เมตร พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองเหลืองหน้าตักกว้าง ๑.๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖ โดย คุณละม้าย ริมอักษร พร้อมด้วยบุตร บริจาคทุนสร้าง พระวิหารใหญ่ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐอัด ชั้น กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๔๐ เมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ แล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๕๑๒ ภายในมีพระประธานเป็น พระพุทธรูปแบบพระพุทธชินราช หล่อด้วยทองเหลืองสร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยคุณนาย องพิน เกษชุมพล และครอบครัว มิศรัทธาบริจาคสร้าง
พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๔๐ เมตร หลังคาโค้งแบบประทุน เหมือนแบบอินเดีย สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน ยาว ๒๖.๕๐ เมตร สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๕๒๐ เช่นเดียวกับพระวิหาร
นอกจากนี้ก็มี วิหารฤาษีโพธิสัตว์ หอระมัง กุฏิ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งเป็นที่น่าสนใจศึกษาหาความรู้ทางด้านศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
การศึกษาภายในวัดมีการเปิดสอนธรรมและบาลี เมื่อ พ.ศ. ๕๒๐ ได้ขอตั้งเป็น โรงเรียนประธรรมสามัญชื่อ "โรงเรียนศรีเกษตรวิทยา" ปัจจุบันเปิดสอนถึงขั้นมัธยมปีที่ ๒ และ ขณะนี้มีโรงเรียนปริยัติธรรมแห่ง มีจำนวนนักเรียนบาลี ๖๕ รูป นักธรรม ๗๐ รูป
การบริหารและการปกครอง ปัจจุบันเจ้าอาวาสชื่อ เจ้าคุณพระเกษตรศีลาจารย์ (หนู) และพอจะลำดับเจ้าอาวาสเท่าที่มีหลักฐานพอที่จะเชื่อถือได้มีดังนี้ คือ ๑. พระหลักคำอุต ๒. พระปลัดเสน ๓. พระสมุห์แก้ว ๔. พระอธิการบุญมา ๕. พระอธิการสาร ๖. พระปลัดแดง ๗. พระอธิการสิ่ง ๘. พระอธิการพิมพา ๙. พระอธิการเผือง ๑๐. พระอธิการผอง ๑๑. พระปลัดสุดตา ๑๒. พระครูเกษตรศีลาจารย์ (หลวงพ่อทอง) ๑๓. พระเกษตรศิลาจารย์ หรือ พระสมุห์หนู ปัจจุบัน (พ.ศ. ๕๒๔) มีจำนวนพระภิกษุ ๓๐ รูป และจำนวนสามเณร ๕๗ รูป ซึ่ง แต่ละปีมีจำนวนไม่แน่นอนแล้วแต่เหตุการณ์.