วัดอัปสรสวรรค์
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดอัปสรสวรรค์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๑๗๕ แขวง ปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับที่วัดปากน้ำ ทิศใต้มีคลองเป็นเขต ทิศตะวันออกติดต่อ กับคลองด่าน ทิศตะวันตกติดต่อกับที่ของเอกชน มีถนนซอยเป็นเขต
ลักษณะพื้นที่ของบริเวณวัดนั้นแต่เดิมเป็นสวน มีคลอง การคมนาคมใช้เรือเป็นหลัก ปัจจุบันแม่น้ำลำคลองถูกถมทำถนนบริเวณใกล้เคียงวัดที่เคยเป็นสวนได้กลายเป็นตึกรามบ้านช่อง ไปหมด
ความเป็นมา
วัดนี้เป็นวัดโบราณ เดิมชื่อวัดหมู มีคำเล่าลือว่าจืนอู๋ เป็นผู้สร้างโดยสร้างในเนื้อที่ดิน ซึ่งเคยใช้เลี้ยงหมู เมื่อสร้างวัดแล้ว ปรากฏว่ามีหมูมาเดินเพ่นพ่านเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึง เรียกกันว่า วัดหมู แต่จะสร้างในรัชกาลที่เท่าไรไม่มีหลักฐานแน่ชัด และในสมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าจอมน้อย (สุทรานากง) ธิดาเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) สถาปนาใหม่ ต่อมา รัชกาลที่ ๓ ทรง บูรณะและปฏิสังขรณ์อีก และเมื่อทรงปฏิสังขรณ์สำเร็จแล้ว จึงพระราชทานนามว่าวัดอัปสรสวรรค์ และได้พระราชทานพระพุทธรูปปางฉันสมอมาประดิษฐานไว้ในวัดนี้ด้วย ต่อมาพระวิเชียรกวี รอด เดิมอยู่วัดสุวรรณาราม คลองบางกอกน้อย ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาส ได้จัดการสร้างศาลาการเปรียญ ขึ้นหลังหนึ่ง หอพระไตรปิฎกหนึ่งหลัง นอกจากนี้ทายกทายิกาและผู้ปกครองวัดได้ปฏิสังขรณ์อีก แต่ไม่ทั่วถึง เสนาสนะจึงชำรุดทรุดโทรมจนถึงสมัยพระพุทธพยากรณ์ (อุปติสุโส เจริญ) เป็น เจ้าอาวาส ได้ปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ คือ ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ และถนนหน้าพระอุโบสถที่ชำรุดให้ดีขึ้น กับได้ปฏิสังขรณ์เสนาสนะขึ้นอีกหลายหลังระหว่างนี้ นายโย นางสุ่น ทังสุกูติ ได้สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมขึ้นหลังหนึ่ง ชนิดคอนกรีต อุทิศเป็น อนุสาวรีย์ของบุตรชายและสร้างเขื่อนคอนกรีตตลอดหน้าวัด กับสร้างศาลาหน้าพระวิหารด้วย
คอนกรีตอีกหลังหนึ่ง เจ้าจอมเพิ่มในรัชกาลที่ ๒ ช่วยปฏิสังขรณ์ศาลาหน้าพระอุโบสถ ซึ่งสร้าง ด้วยไม้อีก ๓ หลัง ต่อมา พระพุทธพยากรณ์ (อุปติสุโส เจริญ) ได้สร้างศาลาโถงระหว่างพระ อุโบสถกับพระวิหารอีกหลังหนึ่ง เสาคอนกรีตเครื่องบนเป็นตัวไม้ ในยุคนั้นนับว่าเสนาสนะ ถาวรวัตถุบริบูรณ์มาก
ทรัพย์สิน
เนื้อที่ตั้งวัดทั้งสิ้น ๓ ไร่ ๓ งาน ๘๐ วา หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ส.ค. ๑ เลขที่ ลง วันที่ ๑๘ พ.ศ. ๒๘๔๘ ที่ธรณีสงฆ์ ๑ แปลง เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓๐ วา หนังสือแสดง กรรมสิทธิ์โฉนด เลขที่ ๒๐๑๗
ถาวรวัตถุและปูชนียวัตถุได้แก่
พระอุโบสถกับพระวิหารซึ่งเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนตั้งเป็นคู่ขนานกัน พระอุโบสถอยู่ทางทิศตะวันออก พระวิหารอยู่ทางทิศตะวันตก มีกำแพงแก้วล้อมรอบ กำแพงแก้วสูงประมาณ ๓ ศอก
มณฑป ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระปางฉันสมอ ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว ระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหาร วัดตามฐานโดยรอบ ๑๒ วา ๓ ศอก สูงประมาณ ๖ วา
ศาลาการเปรียญฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง กับหอพระไตรปิฎก ซึ่งมีสระน้ำหล่อฝาเป็นตัวไม้แกะสลักประดับกระจกสี หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ
กุฏิ ฝากระดานอย่างเรือนโบราณ
โรงเรียนปริยัติธรรมอย่างแบบใหม่ ชนิดคอนกรีต ชั้น
ศาลาน้ำทำด้วยไม้ ๑ หลัง ตั้งอยู่ตรงหน้าพระอุโบสถ เป็นของเก่าเจ้า จอมเพิ่มในรัชกาลที่ ได้ปฏิสังขรณ์ให้ดีขึ้น
ศาลาโถง หล่อคอนกรีต เครื่องบนเป็นตัวไม้ กว้าง ๓ วา ๑ ศอก ยาว ๕ วา ๓ ศอกคืบ ตั้งอยู่ระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหาร
พระประธาน ๒๘ องค์ในพระอุโบสถ เป็นพระหล่อปางมารวิชัยเหมือนกันหมด มีขนาดเท่ากัน หน้าตักกว้าง ๑ ศอก สูงตลอดยอดพระรัศมี ๔ ศอก ๔ นิ้ว พระพุทธรูปเหล่านี้
พุทธรูปประดิษฐาน ส่วนทางด้านใต้ ซึ่งเป็นด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ๘ องค์ และลดลงมาเป็นหลั่น ๆ รวมทั้งที่ล้ำออกมาเป็นรูปสามเหลี่ยม ในชั้นต่ำสุด ๓ องค์ด้วยกัน ส่วนทางด้านตะวันออกและตะวันตก ก็เป็นหลั่นเช่นเดียวกัน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ด้านละ ๔ องค์ พระพุทธรูปเหล่านี้ได้มีนามจารึกไว้ที่หน้าฐานทั้งนั้น องค์ที่ประดิษฐานอยู่ชั้นบน สูงสุดมีพระนามอารีกว่า พระพุทธตัณหังกร และองค์ที่ประดิษฐานอยู่หน้าของชั้นล่างมีพระนาม ชารีกว่าพระพุทธโคดม พระประธานที่อยู่ในพระอุโบสถนี้ รัชกาลที่ ๓ เป็นผู้ทรงสร้าง พระพุทธปรางค์เล็ก ๖ องค์ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ตั้งเรียงเป็นหลั่นาบชุกชีชั้นล่างทางด้านหน้าพระอุโบสถ อยู่ทางด้านซ้ายของพระพุทธโคดม ๓ องค์ และทางด้านขวา ๓ องค์ พระพุทธปรางค์เล็กนี้แกะสลักด้วยไม้ ตรงยอดหล่อด้วยโลหะราคูลงรักบีตรองประดับด้วยกระจก วัดตามฐานโดยรอบ ๒ ศอก สูง ๑ ศอกคืบ ๒ องค์ และอีก ๔ องค์ฐาน ๑ ศอกคับ สูง ๑ ศอก เท่ากัน พระพุทธรูปในพุทธวิหาร องค์ พระหล่อปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง ๓ ศอก สูงตลอดยอดรัศมี ๓ ศอกคีบองค์หนึ่ง ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นพระปั้นปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง ๘ ศอกคับ สูงตลอดยอดพระรัศมี ๕ องค์ พระพุทธรูปหล่อฉันสมอ ร. ๓ พระราชทานมาประดิษฐานในมณฑป หน้าตักกว้าง ๑๕ นิ้ว สูง ๒ นิ้วฟุต พระพุทธปรางค์ก่ออิฐถือปูน ประดิษฐานตอนหน้าระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหาร วัดตามฐานโดยรอบ ๒๑ วา สูง ๑๕ วา สิ่งของที่เคยได้รับพระราชทานไว้สำหรับวัดคือ ๑. พระพุทธรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครียงยศจอมพล ทหารบก ปัจจุบันถูกขโมยไปแล้ว แต่สมัยพระพุทธพยากรณ์ ๒. พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ใน ร. ๕ มีผู้บรรจุพร้อม ๓. ธรรมาสน์ลายทองในคราวงานพระบรมศพ พระบรมสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ ในสมัยก่อน การศึกษาตลอดจนขนบธรรมเนียมของวัด ได้ศึกษาและทำกันตามประเพณี ซึ่งมีในสมัยนั้น แต่ในสมัยต่อมาการศึกษาภาษาบาลีและการศึกษาธรรมวินัย ในภาษาไทยของพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนการศึกษาของศิษย์วัด มีโรงเรียนปริยัติธรรม มีพระภิกษุเรียนบาลีและนักธรรมหลายรูป ได้แบ่งที่ธรณีสงฆ์ตั้งโรงเรียนรัฐบาล คือโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ สอน ม.ด - บี และมีโรงเรียนอนุบาลวัดอัปสรสวรรค์
การบริหารและการปกครอง เจ้าอาวาสผู้ปกครองวัดนี้ นับตั้งแต่สมัย ร. ๓ ตลอดมาถึงปัจจุบันเท่าที่ปรากฏมีดังนี้ ๑. พระวิเชียรกวี (รอด) ๒. พระครูพุทธพยากรณ์ (อ่อนหรือกล่ำ) ๓. พระครูพุทธพยากรณ์ (มั่น) ๔. พระครูพุทธพยากรณ์ (กวย) ๕. พระพุทธพยากรณ์ (อุปติสฺโส เจริญ) b. พระธิรสารมุนี (ธีรสาโร สุไชย) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พ.ศ. ๕๒๔ ปัจจุบันมีพระภิกษุ ๓ รูป สามเณร ๘ รูป