วัดบึงพระลานชัย
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดบึงพระลานชัย เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๖ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อบ้านเรือนราษฎร ทิศใต้ติดต่อถนนทองทวี ทิศตะวันออกติด ต่อถนนสุนทรเทพ ทิศตะวันตกติดต่อถนนประชาธรรมรักษ์ ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเป็นเนินสูงราบเรียบ มีสระน้ำในบริเวณวัด ๑ แห่ง มีเนื้อที่ ขนาดปานกลาง มีไม้ยืนต้น ไม้ประดับอยู่ทั่วไปสะอาดร่มรื่นสมกับเป็นพระอารามหลวง
ความเป็นมา วัดนี้เคยเป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏว่าผู้ใดสร้างขึ้น และสร้างกันมาแต่เมื่อใดทราบแต่ว่า เป็นวัดเก่าแก่โบราณมีสิ่งก่อสร้างปรักหักพัง
ศิลาแลง เสาหอไตรกลางสระน้ำและต้นโพธิ์ ซึ่งปัจจุบันถูกตัดโค่นไปหมดแล้ว ครั้น พ.ศ. ๒๑๘ พระยายติยะวงษา (ชน) เจ้าเมืองร้อยเอ็ด ได้ชักชวนข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ถากถางป่าดงพงหญ้าบุกเบิกบริเวณดังกล่าวสร้างเป็น วัดที่ถาวรขึ้นมา และให้ชื่อว่า "วัดบึงพระลานชัย" แต่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า "วัดบึง" และต่อมา พ.ศ. ๒๔๓๐
หลวงสงกรานต์วิสิษฐ์ นายอำเภอเมืองร้อยเอ็ดได้ร่วมมือกับ ประชาชนทั่วไป ทำการบูรณะพัฒนาวัดอีกครั้ง แล้วทางราชการได้นิมนต์พระครูเอกุตตร สตาธิคุณ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบึงพระลานชัยสืบมา และได้มีการพัฒนาบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเรื่อย มา จนได้รับพระราชทานวิสุงลามสีมา เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๖๕ ในเนื้อที่กว้าง 6.50 เมตร ยาว ๒๓ เมตร ประกอบกับมีการก่อสร้างตลอดจนซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่ชำรุด ทรุดโทรมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ทรัพย์สิน ที่ดินที่ตั้งวัดมีทั้งสิ้น ๑๐ ไร่ ๒ งาน ๕๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๑๐๘๓ และยังมีที่ธรณี สงฆ์ทั้งสิ้น ๗ แปลง โดยอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ๓ แปลง แปลงที่ ๑ มีเนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๐๖๖ แปลงที่ ๒ มีเนื้อที่ ๒ งาน ตารางวา โฉนดเลขที่ ๖๒ แปลงที่ ๓ มีเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๑๘๑๔ และอยู่ที่ตำบลหมูม้น อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน ๔ แปลง แปลงที่ ๑ มีเนื้อที่ ๓๔ ไร่ ๔๐ ตารางวา แปลงที่ ๒ มีเนื้อที่ ๖ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา แปลงที่ ๓ มีเนื้อที่ ๒ งาน แปลงที่ ๔ มีเนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา ซึ่งทั้งหมดมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ ส.ค. ๑ กำลังดำเนินการออก น.ส. ๓ ถาวรวัตถุ ปูชนียวัตถุ ของวัดมีดังนี้ พระอุโบสถ สร้างระหว่าง พ.ศ. ๔๒๕-๒๔๖๘ ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงไทย กว้าง ๖๕๐ เมตร ยาว ๓.๕ เมตร พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองเหลือง หน้าตักกว้าง ๑.๒ เมตร สูง ๗๔ เมตร มีนามว่า "พระชินสีห์ศากยมุนี" ซึ่งทั้งพระอุโบสถ และพระประธาน ได้รับความอุปถัมภ์จากมหาเสวกโท พระยารณชัยชาญขุทธ สมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าการมณฑลร้อยเอ็ด และภายในพระอุโบสถยังมีพระอัครสาวก ซ้าย- ขวา (พระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตร) ยืนหล่อด้วยทองเหลืองสูง ๑.๕๐ เมตร นางคง ประศาสน์โสภณ สร้างถวาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ พระวิหาร มีนามว่า "โชติวรรณวิหาร" เป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธมงคลมิ่งเมือง" ศาลาการเปรียญ สร้างในสมัยพระครูคุณสารพินิจ (ลี) เป็นเจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๕ เมตร
พระประธานบนศาลาการเปรียญมีนามว่า "พระสัมมาสัมพุทธมุนี" หน้าตักกว้าง ๘๐ ซม. สูง ๑ เมตร พระบรมสาริริกธาตุ พระธรรมไตรโลกาจารย์ เจ้าคณะภาค ๘
พร้อมด้วยพระสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นิสิตนักศึกษา นักเรียน อัญเชิญมาประดิษฐานวัดบึงพระลานชัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ นอกจากนี้ก็มีพระพุทธรูปต่าง ๆ ธรรมาสน์ สายทองรดน้ำ ต้นพระศรีมหาโพธ์ และ กุฎิ เป็นต้น
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ สมัยพระครูเอกุตตรสตาธิคุณมีการเรียนมูลกังจายน์ เรียนอักษรขอม อักษรไทย และวิชา ชีพบางอย่างภายในวัด ครั้นต่อมาสมเด็จพระมหาวรวงศ์ (ติสฺโสอ้วน) วัดบรมนิวาส ต้องการ ขยายการศึกษาจากส่วนกลางมายังส่วนภูมิภาคให้มากขึ้น และพิจารณาเห็นว่าวัดบึงพระลานชัย เป็นวัดที่เหมาะสมเป็นศูนย์กลางของจังหวัดร้อยเอ็ด และทางราชการก็สนับสนุนเป็นพิเศษ อยู่แล้ว และได้มีการก่อสร้างหอสมุด ๒ ชั้น กว้าง 6 เมตร ยาว ๑ เมตร ๑ หลัง ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ สมัยพระครูคุณสารพินิจ (แก้ว) เป็นเจ้าอาวาส ต่อมาสมัยพระศีลวิสุทธาจารย์เป็นเจ้า อาวาสก็ได้ก่อสร้างโรงเรียนปฏิบัติธรรมขึ้น ๑ หลัง ๒ ชั้น ทรงไทย กว้าง 6 เมตร ยาว ๔๕ เมตร ใน พ.ศ. ๒๑๗ เพื่อเป็นศูนย์การศึกษา พระปริยัติธรรมแผนกธรรม แผนกบาลี แผนกสามัญ ตลอดจนมีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์และยุวพุทธิกสมาคมร้อยเอ็ด โดยยึดความมั่นคง และ ความก้าวหน้าของประเทศชาติและพระศาสนาเป็นสำคัญ ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๔) มีนักเรียน บาลี ๕๐ รูป นักธรรม ๒๕๐ รูป
การบริหารและการปกครอง วัดบึงพระลานชัยมีระเบียบและขนบธรรมเนียมของวัดในการปกครองภายในวัดมีระเบียบ เกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ อาทิเช่น การทำวัตร ทำอุโบสถสังขกรรม เป็นต้น ลำดับเจ้าอาวาสที่ครองวัดนี้มีดังนี้ ๑. พระครูหลักคำแก้ว ๒. พระครูเอกุตตรสตาธิคุณ (โมง) ๓. พระครูวินัยธรรมหล้า พ.ศ. ๒๔๖๕-๒๔๖๕
๔. พระครูคุณสารพินิจ (ลี) พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๑ ๕. พระครูคุณสารพินิจ (แก้ว) ต่อมาเป็นพระศีลคุณวิสุทธิ์ พ.ศ. ๕๒-๒๕๑๔ ๖. พระศีลวิสุทธาจารย์ (ศรีจันทร์) พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึงปัจจุบัน ปัจจุบัน มีพระภิกขุจำพรรษา ๒๕ รูป และสามเณรจำนวน ๖๐ รูป
วัดสุบัญนาราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดสุบัญนาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อถนนหลวง ทิศใต้ติดต่อแม่น้ำมูล ทิศตะวันออกติดต่อ โรงพยาบาลโรคปอด ทิศตะวันตกติดต่อประปา ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไป บริเวณวัดตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมีอาคาร ต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งความรู้วิชาการด้านต่าง ๆ อีกทั้งทางวัดเองก็เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรบุคคล ให้เป็นทรัพยากรของชาติที่ดี เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเป็นอย่างดี
ความเป็นมา วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๔ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้พระบรมราชวงศ์ (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีสร้างวัดสุบัฏนารามขึ้น ใน เนื้อที่กว้าง ๓ เส้นเศษ ยาว ๕ เส้นเศษ ทำพิธีประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้มีการพัฒนาวัดเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้
ทรัพย์สิน
วัดสุบัญนารามตั้งอยู่ในเนื้อที่ทั้งสิ้น ๒๑ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๑๕๘
ถาวรวัตถุ ปูชนียวัตถุ ของวัด มีดังนี้
พระอุโบสถ พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีนามว่า "พระ พุทธสัพพัญญเจ้า" และยังมีพระพุทธสิหิงค์ (จำลอง) ซึ่ง ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อันเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถ ใน พ.ศ. ๒๕๕๖
โปง เป็นไม้ซุงทั้งค้น ขุดให้กลวงข้างใน ใช้เสาเหล็กกระทุ้งให้สัญญาณ เป็น วัตถุโบราณของวัดชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้ก็ม พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์สุจิตโต และ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสุโส อ้วน) ประทานมาให้เป็นสมบัติของวัด
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ วัดสุปัฏนาราม มีการศึกษาทั้งนักธรรมและบาลีไวยากรณ์ ปัจจุบันมีโรงเรียนปริยัติ ธรรมแห่ง จำนวนนักเรียนบาลี ๓๐ รูป และจำนวนนักเรียนธรรม ๐ รูป สำหรับ ศึกษาพระธรรมวินัย ส่วนทางด้านวิชาการก็มีโรงเรียนสามัญชื่อว่า "โรงเรียนสมเด็จ" มีอาคาร เรียนหลายอาคารเป็นแหล่งที่ให้ความรู้ ความก้าวหน้าทันต่อเหตุการณ์ เป็นแหล่งผลิตคนให้เป็น ทรัพยากรที่ดี เป็นที่ต้องการของสังคมเรา
การบริหารและการปกครอง วัดนี้มีระบบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก โดยจัดการบริหารออกเป็น ๔ หน่วยตาม หลักองค์การทั้ง ๔ คือ ๑. องค์การปกครอง ๒. องค์การศึกษา ๓. องค์การเผยแผ่ ๔. องค์การสาธารณูปการ โดยได้จัดหน่วยงานให้รับผิดชอบตามสถานที่ เช่น หน่วยพระอุโบสถ หน่วยงานพระปริบัติธรรม หน่วยงานห้องสมุด หน่วยงานศาลาเมรุ และหน่วยงานศาลาหอฉัน เป็นต้น ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๒๔) ยังไม่มีเจ้าอาวาสปกครอง ภาค ๑๐ (ธ) รักษาการเจ้าอาวาสอยู่ เจ้าอาวาสรูปแรกจนถึงปัจจุบันมีดังนี้ ๑. พระอธิการดี (พนุธุโล) ๒. พระอธิการเพ็ง ๓. พระอธิการเพชร ๔. พระอธิการสีโห
เพียงแต่พระราชสุเมธีเจ้าคณะ และชี
ส. พระอธิการส 3. พระญาณรักชิต (สิริจนุโท จันทร์ ศุภสร) ๗. พระโพธิวงศาจารย์ (ติสุโส อ้วน แสนทวิสุข) ๘. พระครูประจักษ์อุบลคุณ (ญาณาสโย สุ้ย) ฮ. พระธรรมบัณฑิต (ญาณชาโล ญาณตาโรจน) ๑๐. พระเทพกวี (นัด เสนโก) ๑๑. พระโพธิญาณมุนิ (ภา ปภาโส) ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๒๔) มีพระภิกษุจำพรรษาจำนวน ๑๗ รูป จำนวน ๖ รูป ๘ คน