การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทางเกษตรในการผลิตเซลลูเลสและไซแลนเนสจากเชื้อรา Utilization of Ageicultural Wastes for Fungi.

ชื่อผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
  • พัฒนพงศ์ ทังสุนันท์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
  • สายสมร ลำยอง

สถาบันการศึกษาที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนธรีกานท์บ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

ระดับการศึกษา

โครงงานในระดับการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ

หมวดวิชา

โครงงานในสาขาวิชาชีววิทยา

วันที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

01 มกราคม 2541

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง “การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทางเกษตรในการผลิตเซลลูเลสและไซแลนเนสจากเชื้อรา” ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้วัดุเหลือทางการเกษตรมาทำเป็นอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเชื้อราเพื่อการผลิตเอนไซม์เซลลูเลสและไซแลนเนส โดยทำการแยกเชื้อราจากดินตัวอย่างที่เก็บจากบริเวณที่มีการปลูกลำไยและกระทียม นำมาทดสอบการสร้าง celluase และ xylanase บนอาหารวุ้น (agar) ที่มีส่วนประกอบของ CMC และ xylan สามารถคัดเลือกเชื้อราที่สามารถสร้างวงใส่ได้ 5 ไอโซเลต คือ L4 , L5 , G2 , G2.5 และ G5 จากนั้นนำมาทดสอบเลี้ยงบนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่น ได้แก่ เปลือกลำไย เปลือกกระเทียม และเปลือกเมล็ดฟักทองแล้วสังเกตการณ์เจริญและวัดค่าของกิจกรรมของเอนไซม์จาก 5 ไอโซเลตเทียบกับเรา Thermoascus auarntiacus SL 16W จากห้องปฏิบัติการ ที่เลี้ยงบนอาหารชนิดเดียวกัน พบว่าเปลือกลำไยเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงเชื้อรามากที่สุด ในขณะที่ Thermoascus auarntiacus SL 16W ที่เลี้ยงบนอาหารเปลือกลำไยก็ยังสามารถผลิตเอนไซม์ได้มากที่สุด โดยผลิต celllase ได้ 7.35 unit/g subsstrate และ xylanase 128.67 unit/g subsstrate นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ปนกับเปลือกลำไยมีผลทำให้เชื้อราผลิตเอนไซม์ได้น้อยลง จากการศึกษาคัดเลือกสูตรในสูตรอาหารที่เหมาะสมกับการเจริญและผลิตเอนไซม์เชื้อรา โดยเฉพาะเอนไซม์เชื้อรา Thermoascus auarntiacus SL 16W กับปรากฏว่าสูตรอาหารที่ประกอบด้วย เปลือกลำไย : รำข้าวสาลี : เปลือกข้าวโพด ในอัตราส่วน 4 : 1 : 0 สามารถผลิตเอนไซม์ cellulose และ xylanase ได้สูงสุดคือ 53.30 unit/g subsstrate และ 158.40 unit/g subsstrate ตามลำดับ เมื่อศึกษาผลของเวลาในการเพาะเลี้ยงต่อการผลิตเอนไซม์ ก็พบว่าใช้เชื้อรา Thermoascus auarntiacus SL 16W ที่เลี้ยงในอาหารสูตรดังกล่าวสมารถผลิตเอนไซม์ทั้งสองได้สูงสุดในวันที่ 5