การศึกษาการแตกตัวของ MEH-PPV Aggregates ในสารละลายด้วยวิธีสเปกโตรสโกปี: ผลของตัวทำละลาย, ความเข้มข้น และ อุณหภู

ชื่อผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
  • นงลักษณ์ หวงกำแหง

  • สรรยา จันทร์พุฒ

  • นิภาภัทร เจริญไทย*

  • รักชาติ ไตรผล

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ไม่มี

สถาบันการศึกษาที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

Department of Chemistry, Faculty of Science, Naresuan University

ระดับการศึกษา

โครงงานในระดับการศึกษามัธยมปลาย

หมวดวิชา

โครงงานในสาขาวิชาเคมี

วันที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

01 มกราคม 2541

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

งานวิจัยนี้ศึกษาพฤติกรรมการแตกตัวและการเข้าจับกันของ poly 2 methoxy 5 (2 ethylhexyloxy) 1,4phenylenevinylene(MEH PPV) ในตัวทำละลายชนิดต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์ และตัวทำละลายคู่ผสม จากการศึกษาโดยใช้วิธีวัดสมบัติการดูดกลืนแสงและการคายแสงของสารละลายที่อุณหภูมิต่างๆ พบว่า MEH PPV ในตัวทำละลายแต่ละชนิดมีพฤติกรรมการแตกตัวและการเข้ามาจับตัวกันที่แตกต่างกัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความเป็นขั้วของตัวทำละลายที่ใช้ การเพิ่มอุณหภูมิมีผลทำให้เกิดการแยกออกจากกันของ MEH PPV aggregates ซึ่งสังเกตได้จากการลดลงของของความเข้มของพีคการดูดกลืนแสงและการคายแสงที่ตำแหน่ง 550 nm และ 590 nm ตามลำดับ การใช้ตัวทำละลายแอลกอฮอล์ที่มีความเป็นขั้วสูงเช่น บิวทานอล จะส่งผลทำให้สายโซ่โมเลกุลเดี่ยวเกิดการหดตัวอย่างมาก ซึ่งการหดตัวนี้จะขัดขวางการเข้าซ้อนทับกันของสายโซ่หลักทำให้เกิด aggregates ได้ยาก เมื่อทำการลดความเป็นขั้วของตัวทำละลายแอลกอฮอล์อย่างเป็นระบบ จะสังเกตพบการเข้าซ้อนทับกันเกิดเป็น aggregates ได้ง่ายขึ้นคาดว่าเกิดจากการคลายตัวของสายโซ่โมเลกุลเดี่ยวที่มากขึ้นนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตัวทำละลายก็มีผลต่อการเกิด aggregates เช่นกัน โดยที่ในตัวทำละลายผสมระหว่างโทลูอีนกับไซโคลเฮกเซนสามารถเกิด aggregates ได้ค่อนข้างง่ายกว่าเมื่อเทียบกับระบบของตัวทำละลายผสมระหว่างไพริดีนกับไซโคลเฮกเซน คาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากลักษณะรูปร่างของสายโซ่โมเลกุลเดี่ยวที่แตกต่างกันเช่นเดียวกัน ส่วนการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารละลายไม่มีผลต่อพฤติกรรมการแตกตัวและการเข้าจับกันของ aggretaes มากนัก