ประวัติความเป็นมาของราชาศัพท์

การใช้ราชาศัพท์นี้เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อใด เป็นปัญหาที่ตอบได้ยาก เพราะก่อนที่ไทยจะตั้งกรุง สุโขทัยเป็นราชธานีนั้น เราไม่สามารถจะหาหลักฐานได้ว่า ในราชสำนักของกษัตริย์ไทยเคยมีการใช้ คำราชาศัพท์หรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ไม่ปรากฏ ว่ามีการใช้คำราชาศัพท์อยู่เลย ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ • (พระยาลิไทย) แห่ง กรุงสุโขทัย กษ์ตรียผู้ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านอักษรศาสตร์ วรรณกดี และพุทธศาสนา ทรงเป็น นักปราชญ์เชี่ยวชาญพระไตรบีฎูกและพระคัมภีร์ต่าง ๆ จนสามารถทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเตภูมิ กถาหรือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งนับเป็นหนังสือเล่มแรกของไทยที่ยังคงใช้ศึกษากันอยู่ในบัจจุบันนี้ เมื่อ

ในศิลาจารึกหลักที่ ๒ (จารึกวัดศรีชุม) ซึ่งจารึกในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่๑ (พระยา ลิไทย) ก็ปรากฏว่ามีคำราชาศัพท์ เช่น พระสหาย สมเด็จ ทรง ราชกุมาร บังคม เจ้าราชกุมาร ภิเนกษกรรม (มหาภิเนษกรมณ์) ปราสาท ราชเสนา เกศ เป็นต้น ส่วน ในศิลาจารึกหลักอื่น ๆ ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิ ไทยก็ปรากฏคำราชาศัพท์ อีกหลายคำ เช่น เสวยราชย์ ราชาภิเษก ราชมนเทียร ทศพิธราชธรรม และพระบาท และในจารึกหลักที่๗ มีคำราชาศัพท์เพิ่มมากขึ้น เช่น (พระ) ราชทาน พระองค์ พระราชมาตุล ราชกวี พระราชโองการ ตราพระราชบัญญัติ พระเจ้าแผ่นดิน และราชศาสตร์ เป็นต้น (e) แสดงว่าในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยมีการใช้ ราชาศัพท์กันแล้ว

สมัยกรุงศรีอยุธยา การใช้ราชาศัพท์เรี่มตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ • (พระเจ้าอยู่ทอง) ปรากฏหลักฐานในกฎหมายลักษณวิวาท กล่าวว่า

ศุภมัสดุ ๑๓๖๙ ศก สบสังวันรเชษฐมาศนุกบักษย ตติยดิถีครุ่วาระ มีพระราชโองการบัญญัต พระราชอาญาสมเด็จพระเจ้ารามาธิบดีศรีสุธรรมราช บรมจักรพรรดิศวรบพิตรพระเจ้าอยู่หัว มีพระราช- หฤทัยกรุณาปรารถนาจะระงับดับทุกข์ ธุระราษฎร จึงตราพระราชกฤษฎีกาโฆษณาแก่ชาวเจ้าเหล่าราชนิกูล ขุนหมื่น พฤมามาตยมนตรีพิริ โยราสมสังกัดพั้นมีในพระราชอาณาจักรประชาราษฎรั้งปวง.

ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล, มารยาทไทยและเฉลยบัญหาราชาศัพท์, อนุสรณ์ในงานพระราชเพลิงศพ ร.ท. ขุนบุญญ-

สิทธิ์เสนีย์ (พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา), ๒๕๐๙ หน้า ๒๒ (๕) สงวน อั้นคง, ราชาศัพท์ฉบับสมบูรณ์ (พระนคร : ก้าวหน้า), ๒๕๗ หน้า ๑-๒

ถึงแม้ว่าในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ • (พระเจ้ายู่ทอง) จะมีคำราชาศัพท์ใช้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการประกาศ ใช้เป็นทางราชการแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมาในรัชสมัยสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ ทรงตั้งกฎมณเฑียรบาลและประกาศใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๑ จึงถือ ว่ามีการประกาศใช้ราชาศัพท์เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในกฎมณเฑียรบาล ฉบับนี้ มีพระราชกำหนดถ้อยคำที่จะใช้กราบบังคมทูล กราบทูล คำที่ใช้เรียกสิงของเครื่องใช้ และ วิธีใช้คำรับ อันอาจถือเป็นตำราราชาศัพท์ฉบับแรกได้ ตอนท้ายของกฎมณเฑียรบาล (๖) กล่าวว่า

"อนึ่ง เครื่องอุปโภคทั้งปวงพระเจ้า อยู่หัวให้เรียกว่า มาลาทรง ภาษาทรง พระชรรค์ทรง พาน- หมากเสวย พานน้ำเสวย แป้งทรง เครื่องทรง ช้างที่นั่ง ม้าที่นั่ง เรือที่นั่ง ราชยาน อภิรุม กันกรุม บังสูรย์ พัชนี เจียมที่นั่ง ผ่ายเครื่องบริ โภคให้เรียกว่า ข้าวเสวย น้ำเสวย ของเสวย เมี่ยงหมากเสวย อนึ่งจะรับพระบัณฑรให้ว่า พระพุทธเจ้าคะ ถ้าจะทูลให้ ว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูล ถ้าจะเจรจา ให้ ว่า เจ้านั่งกระหม่อมตรัสสัง ตรัสใช้ ..

ตำราราชาศัพท์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๓ แห่งกรุงรัตน- โกสินทร์ มีบานแผนกว่า

"ราชภาษาสำหรับกราบทูลเข้าชีวิต สมมุติเรียกว่า ราชาศัพท์ เป็นเยี่ยงอย่างมาแต่ก่อน อุตส่าห์ดู สังเกตไว้เป็นคุณอยู่" (ส)

ตำราราชาศัพท์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ ปรากฏในหนังสือราชาศัพท์ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ (ม.ร.ว. จิตร สุทัศน์) ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาศรีวรวงศ์ ได้เขียนคำนำ ไว้ในฉบับพิมพ์ครั้งที่๒ พ.ศ. ๒๔๔๘ ว่า

..... (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทาน พระกระแสถึงมูลเหตุที่เกิดมีตำรา (ราชาศัพท์) ขึ้นว่า"

เรื่องราชาศัพท์นี้เข้าใจว่ามีผู้ใหญ่ จด ๆ ไว้ เช่น อาลักษณ์บ้าง จางวางมหาดเล็กบ้าง แต่ไม่ได้เคยนำขึ้นกราบบังคมทูลหารือว่าจะควรและจะ จำเป็นหรือไม่แต่สักครั้งเดียว จดลงไว้นั้นอาศัยคำเพ็ดทูลของข้าราชการที่รู้แบบเคยใช้ กันมาบ้าง ที่ได้เล่า เรียนรู้ภาษามครบ้าง ที่ว่องไวพลิกแพลงถ้อยคำซึ่งเห็นว่าหยาบให้เพราะขึ้นบ้าง ถ้าทูลขึ้นไปโปรดว่าดีก็จดไว้ แต่โดยมากมักจะเป็นรับสังว่า คำนให้เรียกเสียเช่นนั้น ก็จดไว้ แล้วเอามาเทียบเคียงกับคำอื่นที่คล้ายคลึง (b) องค์การค้าของคุรุสภา, กฎหมายตราสามดวง เล่ม • (พระนคร : โรงพิมพ์ครุสภา, ๒๕๐๔ หน้า ๑๕๘-๑๕๘ () เล่มเดียวกับเชิงอรรถ (๓) หน้า ๕ ๔ จดเทียบคำลงไว้แล้วไม่ได้เคยกราบทูลและไม่ ได้ถวายทอดพระเนตร ตำราที่จดนั้นก็ต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้น บางที่ก็ถูก บางที่ก็ไม่ถูก บางที่ก็ไม่ได้เคยเรียกเลย จนไม่ได้ ยินตั้งแต่เกิดมาจนแก่ บางทีก็เรียกเสีย อย่างอื่น บางคำทูลขึ้นไปก็กร้ว อย่างเช่น ดอกถันวิลานี้คำหนึ่ง แน่ละ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวกรั้วนัก เห็นจะสัก -๔ หน ว่าแมวมันเป็นเจ้านายอะไรจึงเรียกนมไม่ได้ ถึงที่เด็ก ๆ กินนม ทำไมจึงเรียกว่ารับพระราชทานนมได้ ทำไมไม่เรียกว่ารับพระราชทานถัน ศัพท์ที่คิดผิดเช่นนี้อย่างเดียวกับ ช้างเรียกว่าสัตว์โต รับสั่งว่าเป็นพวกใจกระดุกกระดิกคิด เข้าใจว่าเรื่องถันวิลานี้ได้ มีประกาศเหมือน กับสัตว์ โต แต่เป็นประกาศเขียนกระดาษบีดเสาท้องพระโรง ท่านนักจดทั้งหลายไม่ใคร่จะได้เข้าถึง มีแต่มหาดเล็กหนุ่ม ๆ จำได้แล้วก็แล้วกัน ยังมีอีกหลายคำที่หายไปเสียแล้วก็มี คำที่เหลืออยู่เช่นนี้เป็นคำ ที่ผู้พั่งมักเข้าใจว่า เรียกว่านมแมวกริ้ว ต้องเรียกถันวิลาจึงจะถูก การที่เข้าใจกลับเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็น เพราะเหตุใด้" (ส)

พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ' กล่าวถึงราชาศัพท์ไว้ในหนังสือตำราภาษาไทย ตอนหนึ่งว่า

" ต่อไปนี้จะว่าราชภาษาราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับราชตระกูล ราชภาษาราชาศัพท์สำหรับผู้ที่จะทำ ราชการ จะได้ใช้กราบทูลพระเจ้าอยู่หัว สมมุติเรียกว่า ราชาศัพท์ เป็นแบบแผนเยียงอย่างมีมาแต่ก่อน ให้ข้าราชการทั้งปวงเรียนรู้สังเกตจำคำไว้ ให้แน่นอน อย่าให้พลั้งพลาดในการที่กราบทูลพระกรุณา และ เมื่อจะแต่งโคลง ฉันท์ ภาพย์ กลอน จะได้ใช้คำให้สูงสมความ" ()

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์- เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ได้ทรงวินิจฉัยเค้ามูลที่มาของราชาศัพท์ ไว้ในหนังสือสาส์น สมเด็จ (๑๐) ดังนี้

"ที่เรียกว่า ราชาศัพท์ หมายความว่า ลำพูดของเจ้า หรือ คำพูดแก่เจ้า มิใช่เฉพาะพระเจ้า แผ่นดินเท่านั้น แต่ประหลาดอยู่ที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ

ก. เจ้าพูดก็ไม่ใช้ราชาศัพท์สำหรับพระองค์เอง เช่นจะว่า "ฉันเสวย" "ฉันบรรหม"" หรือ " พระขนงของฉัน " หรือ "พระเบนยของฉัน" หามิไม่ ย่อมใช้ศัพท์ภาษาไทยที่พูดกันเป็นสามัญว่า "ฉันกิน ฉันนอน คิ้วของฉัน และหมอนของฉัน" แม้พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสเช่นนั้น (๘) เล่มเดียวกับเชิงอรรถ (๔) หน้า ๒๓-๒๔ () พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร), ภาษาไทย เล่ม า (พระนคร : แพร่พิทยา), ๕๑๔ หน้า ๘๔๕-๘๔๖ (00) สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สาส์นสมเด็จ

เล่ม ๒๓ (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา), ๒๕๐๕

ข. คำราชาศัพท์ที่เป็นภาษาเขมร เช่น "ขนง เขนย" พวกเขมรแม้มาพูดในเมืองไทยเขาก็ ใช้สำหรับคนสามัญ ไม่ได้เรียกว่า ขนง เขนย คิ้ว และหมอนของเจ้า

เก้ามูลดูเป็น ๒ ภาษาต่างกัน คือ ภาษาไทยภาษา • ภาษาราชาศัพท์ อันเป็นคำเอามาจาก ภาษาเขมรกับภาษามครและสันสกฤตโดยมาก ภาษา ๑ ลักษณะที่ไทยใช้ราชาศัพท์ก็เป็นคำผู้ที่มิใช่ เจ้าใช้เรียกกิริยาหรือวัตถุอันเป็นของเจ้า หรือว่าโดยย่อ ราชาศัพท์ดูเป็นคำผู้เป็นบริวารชนใช้สำหรับ ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ หรือถ้าว่าอีกอย่าง๑ ดูเป็นเอาภาษาของคนจำพวกอื่นที่ใช้สำหรับไทยที่มาเป็น เจ้านายผู้ปกครองของตน มีเค้าจะสังเกตในคำจารึกและหนังสือเก่า เห็นได้ว่า คำราชาศัพท์ ใช้ใน กรุงศรีอยุธยาตกกว่าที่อื่น ยิงเหนือขึ้นไปยิ่งใช้น้อยลงเป็นลำดับ

หม่อมฉันอยากสนนิษฐานว่า มูลของราชาศัพท์จะเกิดด้วยเมื่อเขมรปกครองเมืองละโว้ ใน อาณาเขตเมืองละไว้ พลเมืองมีหลายชาติ คำพูกเป็นหลายภาษาปะปนกัน ทั้งเชมร ไทย และ ละว้า ไทยพวกเมืองอู่ทองคงพูดภาษาไทย มีคำภาษาอื่นปนมากกว่าภาษาไทยที่พูดทางเมืองเหนือ หรือ จะเปรียบให้เห็นใกล้ๆ เช่น ภาษาไทยที่พูดกันทางเมืองอุบลกับที่พูดกันในกรุงเทพ ฯ ในเวลานี้ ก็ทำนองเดียวกัน ครั้นรวมเมืองเหนือกับเมืองใต้อยู่ในปกครองของกรุงศรีอยุธยา เจ้านายที่เคยอยู่ เมืองเหนือนับแต่สมเด็จพระบรมราชาธิราชสามพระยาเป็นต้น ได้ปกครองกรุงศรีอยุธยาและดีเมือง เขมรได้ ได้เขมรพวกที่เคยปกครองเมืองเขมรมาเพิ่มเติม ระเบียบราชาศัพท์จึงเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ รัชกาลสมเด็จพระพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้น แต่เจ้านายเคยตรัสอยู่แต่ก่อนอย่างไรก็ตรัสอยู่อย่าง นั้น ใช้ราชาศัพท์แต่กับพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายที่ทรงศักดิสูงกว่าหรือเสมอกัน นี่ว่าด้วยกำเนิด ของราชาศัพท์ ถ้าว่าต่อไปถึงความประสงค์ที่ใช้ราชาศัพท์ดูก็ชอบคล สังเกตตามคำที่เอาคำภาษา มครและสันสกฤตมาใช้ เช่นว่า พระเคียร พระโอษฐ์ พระหัตถ์ พระบาท เป็นต้น ดูประสงค์จะ แสดงว่าเป็นของผู้สูงค้าด็กว่าที่มิใช่เข้าเท่านั้น แต่ที่เอาคำสามัญในภาษาเขมรมาใช้ เช่น พระขนง พระเขนย และพระชนอง เป็นต้น ดูเป็นแต่จะเรียกให้บริวารที่เป็นเขมรเข้าใจ มีใช่เพราะถือว่าภาษา เขมรสูงศักดิ์กว่าภาษาไทย ชวนให้เห็นว่า เมื่อแรกตั้งราชาศัพท์ ภาษาที่ใช้กันในพระนครศรีอยุธยา ยังสำส่อน เลือกเอาศัพท์ที่เข้าใจมากมาใช้ และราชาศัพท์ในครั้งแรกจะไม่มีมากมายนัก ต่อมาภาย หลังจึงคิดเพิ่มเติมขึ้น ด้วยเกิดคิกเห็นว่าของเจ้าควรจะผิดกับของไพร่ให้หมด ใช่แต่เท่านั้น ยังคิด ใช้ราชาศัพท์ ผิดกันในเจ้าต่างชั้น เช่น คำว่า ตาย ใช้ศัพท์ต่างกันตามยศเป็นหลายอย่าง และคิดคำ อย่างราชาศัพท์สำหรับผู้มียศแต่มิใช่เจ้าขึ้นอีก เช่น ขุนนางผู้ใหญ่ตายเรียกว่า อสัญกรรม ขุนนางผู้

๖ น้อยตายเรียกว่า อนิจกรรม เป็นต้น ถ้ารวมความก็ประสงค์จะแสดงว่าสูงศักดิ์ผิดกับผู้อื่นเท่านั้น" e) '

"คำราชาศัพท์นั้นชอบกล ที่จะว่าคำสูงคำต่เก่าแม้ในชั้นเขมรจะว่าไม่มีก็ว่าไม่ได้ เคยเห็น หนังสือพิมพ์ข้างไทยเขาลงท้วงราชาศัพท์ ว่าคำ "สรงเสวย" ของเขมรก็เป็นคำสามัญ ในเมืองเขมร ว่า กิน อาบ นั่นเอง อ่านแล้วก็ต้องเถียงในใจว่า "ไม่ช้าย" "'กิน" คำปกติเขมรว่า "'สี" นอนเขาว่า "ถูก" ไม่ใช่ "บรรทม" "สรง" ก็เข้าใจว่าเป็นคำสูงเหมือนกัน แต่คำ อาบน้ำ อย่าง สามัญยังไม่พบ อันคำทั้งป่วงนั้นย่อมสับปลับ เช่นคำ "เสวย"" ก็เป็นภาษาไทยแล้ว เขมรเขาเขียน "เสงย์" แต่เขมรทุกวันนี้เขาอ่านว่า "โส่งย์" คิดว่าเป็นไปด้วยเขาอ่านตัว งอ ว่า โง ข้อพระดำริที่ว่า ใช้คำต่างภาษาเพราะคนอยู่ปะปนกันนั้นก็ถูกอย่างหนึ่ง เช่น เคยได้เห็นหนังสือสำหรับวัดทางบักษ์ใต้ ซึ่งถ้าพูดตามสมัยนก็จะต้องว่า "โฉนด์" นั่นเป็นหนังสือเขมร และภาษาเขมร ดูศุภมาสวันคืนก็ไม่ แก่ไปกว่าครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ย่อมเห็นได้อยู่ว่าคนเขมรมีปะปนอยู่ในบักษ์ใต้มาก ที่เป็น หนังสือเขมรก็ทีวัดนั้นจะเกี่ยวข้องกับพวกเขมร อย่างเช่นวัดชนะสงครามของเราเกี่ยวข้องกับมอญ ที่เป็นหนังสือเขมรและคำเขมรก็เพราะจะให้พวกเขมรอ่านเข้าใจดี ข้อที่ว่ามีพวกเขมรป่นเปอยู่ทาง แขวงบักษ์ใท้มากนั้น ก็มีพยานประกอบอยู่ เช่นชื่ออะไรต่าง ๆ เป็นคำเขมรก็มี มี "สทิงพระ" เป็นต้น เขมรเขาเขียนอย่างนั้น แต่เขาอ่านออกเสียงว่า " สตึงเปริยะ " เราไม่รู้คำนั้นก็ลากเอาเข้า ความเป็นว่า "จะทั้งพระ"" แต่ก็เข้าความไปได้อย่างแกน ๆ ที่จริงจะทั้งไปเสียไม่ได้เลย นึกได้อีกคำ หนึ่งก็ "ควนเนียง" เนียงนั้นนางเราคือๆ เขมรเขาก็เขียนลากข้าง แต่เขาอ่านออกเสียงไปว่า "เนียง" ยังคำว่าตายที่เป็นตามยศก็มีอีก ที่หลบคำผวนก็มีอีก เช่น "ช้าง ๘ เชือก" ก็แทนที่ "ช้าง๘ ตัว" ทั้ง ภาษาก็ย่อมเดินไปเสมอ จะเห็นได้ที่คำ "ข้าพระพุทธเจ้า" แต่ก่อนนี้ไม่มีใครเขาใช้แก่เราเลย ทำ ให้คิดเห็นได้ว่า คำทั้งปวงนั้นค่อยมีค่อยมาตามสาเหตุที่เกิดขึ้น แล้วจึงเก็บทำขึ้นเป็นตำราราชาศัพท์ แต่ก็เก็บไม่หมด ทั้งคำที่เกิดขึ้นทีหลังก็ไม่ได้อยู่ในตำราราชาศัพท์ และตำราราชาศัพท์ก็ไม่ได้ ประสงค์จะทำคำของเจ้าใช้อย่างที่เราเข้าใจกันอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นประสงค์เพียงแต่จะพูดกับเจ้าให้เพราะ พริ้งเท่านั้น คำในราชาศัพท์นั้นก็ประหลาดขึ้น " ยำส้าระเต่า " คำไทยก็มี เช่น "'พระเจ้า" เป็นต้น คำเขมรก็มี คำมครก็มี คำมาธเป็นมีมากกว่าเพื่อน เข้าใจว่าเป็นทีหลังจนเห็นเป็นขบข้นก็มี ญัตติกัน ว่า กำเจ้าจะต้องเป็นภาษามคร แม้หาคำในตำราราชาศัพท์ไม่ได้ก็ผูกขึ้น เช่น " หลอดพระวาตะ" ผ่าพระบาทเข้าพระทัยหรือไม่ว่าเป็นอะไร หมายความว่า ท่อหายใจ แปลเทียบมาจากคำที่เรียกกัน

(๑๑) เล่มเดียวกัน หน้า ๑๖๑-๑๖๔ ตามสามัญว่า "'หลอดลม" แต่เชื่อนไปเป็นลำไส้ เพราะ "'วาตะ " คำเจ้าว่า ทด

อันการใช้คำนั้นประหลาด เช่นฝังศพก็เรียกว่า "บรรจุ" ไม่เห็นว่า คำ "ฝั่ง" นั้นหยาบคาย เสียหายอะไรไปเลย นี่จะเข้าราชาศัพท์ด้วยหรือไม่" (๑๒)

" ราชาศัพท์นั้นว่าที่จริงก็มีในภาษามนุษย์ทุกประเทศ เช่นคำว่า His Majesty, Flis Excellency ก็ราชาศัพท์นั่นเอง แต่ของไทยเราเลอะมาก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้คิดตำราขึ้น และพูดเพื่อจะยกยอให้วิเศษ ไพเราะยิ่งขึ้นไป จึงเลยเลอะ แต่หม่อมฉันเห็นเป็นใหญ่อยู่ที่ความนิยม ถ้าคนไม่นิยมจะรับคำยกยอนั้น มากขึ้น คำราชาศัพท์ก็คงละลายลบหมดไปเอง เพราะใช้ราชาศัพท์นั้น ผู้พูดต้องท่องจำและเลือกคำพูด ลำบากมิใช่น้อย" (๑๓)