ประเพณีทำขวัญนาค

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย

ในพิธีบวชนาคของชาวไทยเราที่นิยมกันอยู่โดยทั่วไป ในหมู่คนที่นิยมรับถือประเพณีนี้อยู่ มักจะประกอบพิธีอย่างหนึ่ง แทรกเข้าในการบวชนาคนั้น พิธีนั้นคือพิธีทำขวัญนาค คือก่อนจะถึงวันกำหนดบวช วันหนึ่ง ในตอนบ่ายวันก่อนบวชวันหนึ่งนั้น เจ้าการคือผู้เป็นเจ้าของนาค ตามปกติส่งนาคไปวัดขอให้พระจัดการปลงผมนาค เมื่อนาคอาบน้ำชำระกายเรียบร้อยแล้ว นาคนุ่งขาว ห่มขาว สมาทานอุโบสถศีลแล้ว เจ้าของนาคจะจัดกระบวนแห่ไปรับนาคกลับเข้ามาบ้าน หรือในโรงพิธีมณฑล ซึ่งจัดไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ถึงบ้านแล้ว นาคเข้านั่งในที่ซึ่งจัดไว้เฉพาะเพื่อการทำขวัญ มีบายศรีเครื่องทำขวัญ แว่นเวียนเทียนครบครัน ได้เวลาญาติมิตรมาประชุมพร้อมกัน ญาติที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดในนั้นทั้งเป็นที่เคารพนับถือของญาติมิตรทั่วไปเป็นผู้ประกอบพิธีทำขวัญ หากแต่บัดนี้หาญาติผู้ใหญ่ที่สามารถจะกล่าวคำทำขวัญได้ยากขึ้น การทำขวัญจึงกลายมาเป็นผู้ทางวัญอีกคนหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า หมอทำขวัญ แท้จริงผู้เฒ่าเจ้าบ้านนั้นเอง

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ต้นเหตุแห่งการทำขวัญนั้น ท่านแต่ก่อนท่านกล่าวไว้หลายอย่างต่างๆ กัน แต่เมื่อสรุปลงแล้ว ก็ได้ความไปในทำนองอย่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ว่าดังนี้ ประเพณีทำขวัญเห็นจะมีมาเก่าแก่แต่ดึกดำบรรพ์ เกิดแต่ความเชื่อว่าบรรดาคนที่เกิดมา มีธรรมชาติอันหนึ่งเรียกว่า "ขวัญ" ประจำสำหรับพิทักษ์รักษาตัวทุกๆ คน ถ้าขวัญของใครอยู่กับตัวผู้นั้น ก็มีความสุขความสำราญอยู่เป็นปกติ ถ้าขวัญของใครหลบหนีทั้งไปเสียจากตัวผู้นั้นก็มักมีอันเป็น เช่นเกิดไข้เจ็บเป็นต้น ขวัญทำนองเป็นพี่เลี้ยงที่รุ่นราวคราวเดียวกันกับตัวของขวัญ เวลาตัวคนยังเป็นทารก ขวัญก็มักขี้ตื่นเต้นตกใจเหมือนทารก มีเหตุอะไรน่ากลัวสักหน่อย ก็อาจหลบหนีกระเจิดกระเจิงไปอยู่ตามบ่าตามคง จนหายตกใจจึงจะกลับมาสู่ร่างอย่างเดิม เมื่อตัวคนเติบใหญ่ขึ้น ขวัญก็ค่อยรู้จักหนักแน่นมีสติธรรมมากยิ่งขึ้นตามตัวคนโดยลำดับจนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พ่อเหย้าเรือน ขวัญก็เป็นผู้ใหญ่ไปด้วยกัน

คติของการทำขวัญนั้น พิเคราะห์ตามบทบาทคำเชิญขวัญ ของโบราณ ดูเหมือนมีเหตุการณ์สำคัญอันใดเกิดขึ้นแก่ตัวบุคคล ใด อาจจะให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ใน หมู่ญาติมิตร ก็บอกเล่าให้ขวัญของผู้นั้นรักษา แล้วปลอบโยน วิงวอนให้ขวัญช่วยอภิบาลบำรุงผู้นั้น ให้ได้บรรลุถึงคุณ และ ประโยชน์ตามมุ่งหมาย

ลักษณะการทำขวัญนั้น ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ก็จัดอาหารอัน ปราณีต ตกแต่งใส่ในภาชนะที่งดงาม เรียกว่าบายศรี เป็นทำ นองเชิญขวัญ ยกมาตั้งตรงหน้าผู้ที่เป็นเจ้าของขวัญ แล้วพวก ญาติมิตรที่มาประชุมกันจึงสมมติให้ผู้ที่สูงอายุคนหนึ่งเป็นผู้เชิญ ขวัญ ตักเตือนวิงวอนด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน ขอให้เชิญขวัญ มาอยู่ประจำทำนุบำรุงผู้นั้น ครั้นเสร็จแล้ว เอาเครื่องกระยาหาร ที่ตกแต่งมาในบายศรีมอบให้ผู้เป็นเจ้าของขวัญนั้นบริโภค เค้า ของการทำขวัญมีอยู่เพียงเท่านี้ แต่การทำพิธีทำขวัญที่ทำกันในที่ ต่าง ๆ เดิมบ้างที่นี่บ้าง ตามความนิยมในประเทศนั้น ๆ ทาง ภาคพายัพและภาคอุดรอิสาณของประเทศไทยเรานี้ ยังคงทำ ใกล้เคียงกับที่ว่ามาแล้ว มีเพิ่มเติมขึ้นแต่จุดเทียนบูชาพระรัตน ตรัยก่อนที่จะเชิญขวัญ และเมื่อเชิญขวัญแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ ช่วยกันเอาด้ายผูกข้อมือให้ผู้เป็นเจ้าของขวัญ เป็นสวัสดีมงคล ด้วยอีกอย่างหนึ่ง วิธีทำขวัญในข้างใต้ลงมาจนในกรุงเทพฯ นี้ ยังถือเคล็ดในเหตุอื่นต่อไปอีก เป็นต้นว่า ถ้าทารกไปหกล้มที่ตื่น ตกใจ กลับมาถึงเรือนเกิดอาการตัวร้อนรุมเป็นไข้ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ มักไปตัดขวัญ ซึ่งเข้าใจว่าได้พร้อมร่างไปเสียแต่ในขณะตกใจเมื่อ เด็กหกล้มนั้น แล้วเอาทัพพีตักขวัญใส่ลงในชามพากลับมาเรือน แล้วจึงมาทำขวัญเด็กที่หกล้ม ส่วนการพิธีทำขวัญนั้น ทำกันเป็น สองอย่าง ทำกันในครัวเรือนอย่างเงียบ ๆ อย่างที่ทำต่อหน้าญาติมิตร มีการประชุมสมาคมกันอย่าง ถ้าทำในครัวเรือน อย่างเงียบ ๆ ก็เพียงเอาเครื่องกระยาหารจัดใส่ชามตกแต่งเรียก ว่าบายศรีปากชามมาตั้ง สมมติให้ผู้สูงอายุเชิญขวัญแล้วผูก ข้อมือให้เจ้าของขวัญ ทำนองเดียวกับที่ทำกันในภาคพายัพและ ภาคอุดรอิสาณแห่งประเทศไทยนี้ ถ้าทำขวัญเป็นงานประชุมชน ก็จัดการเป็นการใหญ่คึกคัก ทำเป็นบายศรีมีเครื่อง ประดับประดา เอาเครื่องกระยาหารใส่โตกถาดภาชนะเสียต่างหาก มีแว่นเวียนเทียนตามวิธีพราหมณ์ และมีฆ้องสำหรับขึ้นเอาชัย เมื่อผู้เจ้าของขวัญนั่งในมณฑปพิธี ข้างบายศรี ผู้เชิญขวัญจุดเทียน บูชาพระรัตนตรัย และว่าคำเชิญครั้งหนึ่งแล้ว ให้ตีฆ้องโห่ เอาชัยครั้งหนึ่ง จนครบทั้งสามครั้ง แล้วให้พราหมณ์เวียนเทียน ตามวิธีของพราหมณ์ต่อไป และมีปี่พาทย์ประโคมในเวลาเวียน เทียน กึกก้องจบเสร็จ เรียบเทียน ก็เป็นพิธีทำขวัญ แต่การ ทำขวัญที่เป็นงานหลวง ถ้าเป็นการสมโภชเจ้านาย ทำพิธีพราหมณ์ อย่างเดียว ไม่มีว่าเชิญขวัญ ต่อมิใช่สมโภชเจ้า คือดังเช่นทำ ขวัญโกนจุก หรือบวชนาคมหาดเล็กอย่างทำกันเป็นประเพณี เชลยศักดิ์ ท่านผู้ตั้งทั้งหลาย คำเชิญขวัญนั้นแต่เดิมก็คงเป็นถ้อย คำแล้วแต่ผู้ที่จะนึกเห็นเป็นการสมควร บางคนก็ว่าเป็นอย่าง สามัญ บางคนที่มีปฏิภาณก็อาจว่าให้เพราะถูกใจผู้ฟัง จึงเกิด ความนิยมและเลือกหาผู้ที่จะว่าเชิญขวัญจึงมีชั้น แต่มีมาช้านาน นับด้วยร้อยปี มีทั้งในฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ของเมืองไทยเรานี้ มีหลายอย่างทั้งคำสำหรับเชิญขวัญมนุษย์และขวัญปศุสัตว์ และ ขวัญสิ่งของบางอย่างมีข้าวกล้าเป็นต้น ทำให้เห็นว่าคนแต่ก่อน เชื่อว่าสิ่งที่มีวิญญาณย่อมมีขวัญ ไม่ใช่แต่มนุษย์เท่านั้น ส่วนสิ่งของ เช่น เสาเรือน และข้าวกล้าถ้าไม่มีวิญญาณ ก็มี เทพารักษ์ เจ้าป่า เจ้าทุ่ง บำรุงรักษา การทำขวัญสิ่งของ ก็คือ บวงบนขอพรเทพารักษ์นั้นเอง แต่เมื่อว่าที่แท้ ทำขวัญมนุษย์ กับทำขวัญสัตว์และสิ่งของ ผิดกันในข้อสำคัญเพราะทำขวัญ มนุษย์มุ่งหมายให้สวัสดิมงคลแก่ผู้นั้น กล่าวคือให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้า ของขวัญ แต่ทำขวัญสัตว์และสิ่งของ เป็นการมุ่งสวัสดิมงคล หมายให้แก่ผู้เป็นเจ้าของสัตว์และสิ่งของนั้นด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่า ประเพณีเดิมจะมีแต่ทำขวัญมนุษย์ ส่วนทำขวัญสัตว์และสิ่งของ จะเป็นของเกิดขึ้นใหม่โดยอนุโลมต่อในชั้นหลัง ที่กล่าวมานี้ เป็นการสันนิษฐานอาจมีได้ทั้งผิดและถูก ขอท่านผู้รู้โปรด พิจารณาต่อไป

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ลักษณะการทำขวัญนาคเท่าที่เป็นอยู่โดยทั่วไปนั้น มีเครื่องบายศรีและกระยาหารจัดใส่โตกพานตั้งไว้เป็นพิเศษ มีเวียนเทียน ชันใบพลูตามธรรมเนียมครบแล้วมีหมอทำขวัญ มีพราหมณ์กับพวกอีก 2-3 คน เข้าร่วมพิธี หรือจะมีแต่เฉพาะหมอทำขวัญเท่านั้นก็ได้ การทำขวัญตามลักษณะคำกลอนกล่าวคำทำขวัญมีเนื้อความที่กำหนดได้ใจความเป็น 4 ระยะ คือระยะที่ 1. กล่าวคำเชิญเทวดา 2. ไหว้ครูคือไหว้พระหรือตอนแรกไหว้พระตอน 2 เชิญเทวดา แต่ตามปกติเชิญเทวดาด้วยคำบาลีว่า "สดุจ" ถ้าเช่นนี้ก็เป็นเชิญเทวดาก่อน แต่ในเนื้อความเป็นคำไหว้พระก่อน ว่าด้วยกำเนิดของผู้บวช 3. ว่าด้วยชื่อนาค 4. ว่าด้วยคำสอนนาค 5. ว่าด้วยคำเชิญขวัญ 6. ให้ศึกให้พรนาค หมอทำขวัญนี้ตามปกติต้องเป็นผู้ใหญ่สูงอายุจึงจะเป็นการสมควร คำร้องเชิญขวัญนาคนั้นเท่าที่ทำกันอยู่มีสำนวนไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เป็นไปตามปฏิภาณโวหารของผู้ทำขวัญนั้นเอง อาศัยสำนวนเดิมเป็นหลักแล้วประดิษฐ์แต่งเติมให้เหมาะแก่กาลเทศะ ให้เหมาะแก่ภาวะของเจ้าของนาคและเจ้านาค ในที่นี้ข้าพเจ้าจะขอยกคำเชิญขวัญเชลยศักดิ์ สำนวนของท่านวัดถนน ซึ่งเห็นว่าเป็นสำนวนที่ไพเราะจับใจอยู่มาก กล่าวไว้พอเป็นตัวอย่างให้กำหนดได้เป็นบางตอนดังนี้

คำไหว้พระว่า "โย พุทโธ อันว่าสมเด็จพระสรรเพชญ พุทธองค์ อันทรงพระคุณนามสิบประการพระคุณนามเบื้องต้น เป็นประธานคือพระอรหัง สัมมาสัมพุทโธ พระองค์สถิตอยู่เหนือรัตนบัลลังก์ก็อันวิจิตรอันเกิดด้วยบุญฤทธิบารมี วรโพธิสมภารใน ควงไม้พระศรีรัตนมหาโพธิพฤกษ์มงคล มารวิชัย ยังพระยามารและพวกพลมารให้พ่ายแพ้หน่ายหนี ด้วยพระสมดิบารมีที่สร้างสม พระองค์ใด อโนมา นามิ พุทธ ข้าพเจ้าน้อมเศียรศิโรคมบังคมไหว้วันทนีย์บูชา ด้วยกายวาจามโน จำนงพระองค์นั้น" นี้เป็นคำไหว้พระต้องทำนองเหมือนเทศน์มหาชาติกัณฑ์กุมารบทต้นมีความอีกตอนหนึ่งเป็นคำสอนนาค หรือปลอบใจนาคว่าดังนี้

"พ่อนาคเอ่ย บารมีของพ่อได้สร้างสมมามากแล้ว น้ำ จิตของพ่อผ่องแล้วยินดีนัก ปัญญายังพระโตร ลักษณ์จึงประกอบ เกิด พ่อเห็นว่าฆราวาสนี้ไม่ประเสริฐแสนเทวศ บรรพชิตนี้แด วิเศษสง่างาม พ่อจึงพากเพียรพยายามไม่หย่อนหยุด จะใคร่เป็น หน่อเนื้อเชื้อชีวบุตรในพระศาสนา ด้วยกุศลศรัทธาไม่หวาดหวั่น พ่อเห็นว่ายานิสงส์ในพรหมจรรย์เป็นจอมบุญ จึงยึดหน่วงเอา พระพุทธคุณเป็นบันได ไม่เอื้อเพื่ออาลัยปฏิโพธ ด้วยบรรพชานี้ เป็นมหาประโยชน์อย่างวิเศษ อาจข้ามเชื่อนสังสารเขตให้พ้นภัย กาสาวพัสตร์เล่าก็เป็นธงชัยเฉลิมโลก จะคับทุกข์ให้สิ้นสุขแสนเทวศ เข้าสู่ ศิวงคประเทศมหานิพพาน" นี้เป็นคำปลอบนาคสอนนาค ทำนองที่ว่าเหมือนภัณฑ์กุมาร มีความอีกคอนหนึ่งเป็นคำบอกซื้อ นาคว่าดังนี้

" ศรีศรี สิทธิ วิเศษ ท่านทิศาปาโมกข์ สังเกตประกอบ ฤกษ์เอกเกริกทำการกุศลพิ ยี่เทพเจ้า ทุกราศีพร้อมสะพรั่ง หมู่ ญาติก็ช่วยกันนั่งแน่นนับเอนกนัย มีจิตอันเลื่อมใสศรัทธาด้วย ชวนกันมาช่วยอนุโมทนา ท่านทั้งหลายนั่ง อยู่ตรงหน้าข้าพเจ้า ขออภัย ด้วยคำบุราณท่านกล่าวไว้นั้นมีมาก ว่าพระยานาคฝาก ชื่อ กิดกิศันท์ก็เล่าถือสนั้นก้อง แค่ความอันนี้ไม่ถูกต้องตาม พระพุทธฎีกา ด้วยคัมภีร์มหาวรรคนั้นท่านว่า พระยานาคตน หนึ่งมีศรัทธา นิมิตรกายาเหมือนมนุษย์ มาบวชในพระศาสนา ครั้นนานมาพระผู้เป็นเจ้า ประมาทรูปนิมิต นั้นก็เคลื่อนคลาดกลับ กลายเป็นพระยานาค สมเด็จพระพุทธองค์ ผู้ทรงสวัสดิภาคทราบ พระโสต จึงมีพระพุทธฎีกาโปรดประทานนามชื่อว่าสัตว์เคียรัชฌาน มีชาติอันต่ำช้า ห้ามมิให้บวชในศาสนาตถาคต ความในมหา- วิภังค์หมดเพียงเท่านี้ ทั้งอรรถกถาบาลีก็ดูหมดคำที่ว่า พระยานาค ฝากชื่อนั้นเกิดแต่กุตบุตร เพราะเหตุว่า ท่านสมบัติ เมื่อจะบวช แต่พอให้ได้เปลี่ยนปากสวดนั้นได้ ง่าย ๆ กับยัน หนึ่งได้อธิบายใน นาคศัพท์ ถือรรณะรับตามกระแส ท่านแปลว่า ไม่ทำบาปท่านจึง จัดเข้ามาให้เห็นเป็นนามลากแก่ผู้อุปสมบทนามชื่อว่านาคจึงปรากฏ เห็นดังนี้"

มีความอึกตอนหนึ่งเป็นคำเชิญขวัญว่าดังนี้ "แต่ก่อนขวัญ เจ้าเคยลุ่มหลงด้วยโลกีย์เกิด กำหนัดย่อมอะไหล่ในสมบัติทุกสิ่งสรรพ์อันอุดม พระขวัญเจ้าเอ่ยเชิญมาชมเชยเครื่องสมณบริขาร เป็นต้นว่า ไตรจีวรบริการพิเศษสุดประเสริฐ บาตรเหล็กเลิศศักดิ์ ลายย่ามตะบักกำมะหยี่แดง ดอกก้านแย่งสายคมชำ กาใส่น้ำ เครื่องถมปัด เสื่ออ่อนพัดจานน้ำชา บ้านถ้วยผ้าน่าชมเชย ขวัญเจ้าเอ่ย อย่าได้หลงเล่น ในแนวหนองคลองละหาน ตาม ท้องธารที่โครกไกร มีชลใสโหดรินริน อีกมัจฉาดินจ้อโดดาต แสนสะอาดด้วยธาร เป็นที่ลงสรงสนานในนิเวศน์ ตำแหน่งนั้น ก็วิเศษแสนสนุกถึงเพียงนั้น ก็เป็นอนิจจังไม่จีรังกากจะได้เป็นแก่น สารนั้นก็หามิได้ เชิญชวัญพ่อมาในวันนี้จงมาสถิตประจำกาย นิราศโรคันตรายทั้งปวงหมด พ่อจงกำหนดสถิตตั้งอย่าเตร็ดเตร่ ปุนทิวเส วันรุ่งพรุ่งนี้พ่อจะบรรพชา จงระวังองค์ยาตมาให้ หนักแน่น"

มีความตอนสุดท้ายเป็นคำอวยพรนาค มีคำกล่าวมากมาย เช่น ขอพรพระพุทธเจ้าให้มีอำนาจตัดกิเลสได้ ขอพรพระสาริบุตร ให้มีปัญญาเล่าเรียน ปริยัติถุล่วง ขอพรพระโมคคัตถานให้มี ฤทธิกำจัดมารเป็นต้น และมีคำกล่าวตอนหนึ่งว่า "ขอให้พ่อนาค ผู้ใจปราศจงปรากฏ เป็นพระสังฆราช เรื่องพระยศ ยิ่งบุคคล ลาภสักการะให้ไหลล้นจนเหลือแหล่ ไหลมาดังกระแสนธาร ทั้ง สถุลการบริวารจงมั่นคง อายุวันโณ สุขังพะลัง ขอเจริญพร ธรรมทั้ง ๔ ที่มาอยูจงมีแก่ตัวเจ้า วรรณะเล่าให้ผ่องใสสง่างาม อริยทรัพย์สมบัติตามส่งจงจำเริญ ให้เพลิดเพลินในอิริยาบถ กลา ฤกษ์ยศ อย่ารู้หย่อนไฟ ราคะรอน อย่ารู้ไหม้ความ ทุกข์อย่ารู้ได้ ความชั่วอย่ารู้มี ให้กระฆ้องขึ้นสามที โห่ร้องเอาชัย" ท่านผู้ทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่สามารถจะนำคำขวัญมา กล่าวให้หมด ณ ที่นี้ได้ ท่านทั้งหลายก็เคยได้ ยินได้ฟังอยู่แล้ว และเราทั้งหลายก็ได้ นิยมทำกัน เป็นประเพณี สืบเนื่องมานานจน บัดนี้ ประเพณีทำขวัญนาคย่อมมีมาด้วยประการนี้แล

สวัสดี